[Editor’s Choice 2024 Special] “Xiaomi 14T Series กล้องถ่ายรูปที่ใช้โทรได้นิดหน่อย”
Xiaomi 14T Series เป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งซีรีส์ที่เปิดตัวโดยเน้นที่ระบบ ‘กล้องถ่ายรูป’ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณสมบัติด้านอื่น ๆ แม้ว่านี่จะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ทว่าสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับโลโก้ Leica ซึ่งถือว่าเป็นไอคอนิคของวงการถ่ายรูป ก็เลยทำให้โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ถูกคาดหวังในเรื่องการถ่ายรูปมากที่สุดรุ่นหนึ่งในยุคนี้
‘Master light, capture night’
Xiaomi 14T Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ของเสียวหมี่ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ ‘Master light, capture night’ ซึ่งเป็นนิยามที่พยายามจะบอกเราว่ามันสามารถถ่ายรูปได้สวยในทุกสภาพแสง โดยความสามารถส่วนหนึ่งนั้นมาจากตัวฮาร์ดแวร์เอง ในขณะที่ส่วนของซอฟต์แวร์เองพร้อมเทคโนโลยี Advanced AI ก็เป็นอะไรที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกัน
ในรุ่นมาตรฐานอย่าง Xiaomi 14T นั้นก็มาพร้อมกับระบบกล้องหลังสามตัวที่ครอบคลุมความยาวโฟกัส ตั้งแต่ 15-100mm เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX906 กล้องหลักเลนส์มุมกว้างความละเอียด 50MP รูรับแสง f/1.7 และเป็นเลนส์ออปติคัล Leica Summilux
ขณะที่กล้องเลนส์เทเลโฟโต้ความละเอียด 50MP รูรับแสง f/1.9 ระยะโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 50mm สำหรับกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 12MP รูรับแสง f/2.2 มีระยะโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 15mm ให้เก็บภาพสวยในมุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้น กล้องหน้าความละเอียด 32MP รูรับแสง f/2.0
สำหรับรุ่นพี่ใหญ่อย่าง Xiaomi 14T Pro มาพร้อมระบบกล้องหลังสามตัว ครอบคลุมความยาวโฟกัส 5 ระยะ ตั้งแต่ 15-120mm กล้องหลักเลนส์มุมกว้างความละเอียด 50MP รูรับแสงขนาดใหญ่ f/1.6 และเป็นเลนส์ออปติคัล Leica Summilux รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Leica เช่นกัน ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รับภาพ Light Fusion 900 พร้อมกันนี้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.31 นิ้ว, Dual Native ISO Fusion Max และรองรับช่วงไดนามิกสูง 13.57EV สามารถรับแสงได้มากขึ้น 32% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
สำหรับกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษใน Xiaomi 14T Pro นั้นเป็นกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 12MP รูรับแสง f/2.2 มีระยะโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 15mm เช่นกัน ขณะที่กล้องเลนส์เทเลโฟโต้ความละเอียด 50MP รูรับแสง f/2.0 ระยะโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 60mm
ให้ภาพบอกเล่าเรื่อง ‘ความสวยงามที่อยู่ไม่ไกล’
ก่อนอื่นต้องบอกว่า Xiaomi 14T Series ทั้งสองรุ่นมีอะไรคล้ายกันหลายประการ เช่น ทั้งคู่มีแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh เหมือนกันหรือหน้าจอแสดงผลก็เหมือนกันคือเป็นจอ AMOLED 144Hz ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 1.5K (2,712 x 1,220 พิกเซล) ถ่ายทอดความลึกของสีระดับ 12 บิต ครอบคลุม DCI-P3 และความสว่างสูงสุด 4,000 nits
ความเหมือนนี้ทำให้เวลาถ่ายรูปเราสามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เห็นบนหน้าจอนั้นมิได้มีสีสันผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง และไม่ต้องกังวลว่าในระหว่างทริปถ่ายรูปจำนวนมากแบตเตอรี่จะหมดไปเสียก่อนที่จะจบทริป
อย่างไรก็ตามในความเหมือนนั้น Xiaomi 14T Pro ซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ MediaTek Dimensity 9300+ (Xiaomi 14T ใช้ MediaTek Dimensity 8300-Ultra) ก็มีการใช้งานที่ลื่นไหลกว่าเล็กน้อย รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ เช่น ความเร็วในการชาร์จไฟเข้าเครื่อง (HyperCharge 120W กับ HyperCharge 67W) หรือสัมผัสรอบ ๆ ตัวเครื่องที่ให้ฟิลลิ่งพรีเมียมกว่า
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักสมาร์ทโฟน Xiaomi 14T Series ทั้งสองรุ่นในเบื้องต้นเราพกสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นไปในทริปถ่ายรูปที่บูทีคคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นบริเวณปริมณฑล และไปถ่ายรูปสถาปัตกรรมย้อนยุคในบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ในกลางกรุงเทพฯ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าการได้รูปสวย ๆ จากสมาร์ทโฟนคู่นี้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด อย่างภาพถ่ายบุคคลหรือ portrait เรามีหน้าที่แค่เลือกโหมด portrait แล้วก็มองหาแสงหามุมสวย ๆ วางคอมโพสให้เหมาะแล้วก็กดถ่ายเท่านั้นเอง งานที่เหลือตัวฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นเขาช่วยจัดการให้หมดเลย

หรือในบางมุมที่เป็นการถ่ายย้อนแสงบาง ๆ ซอฟต์แวร์กล้องก็จัดการให้สวยงามเสร็จสรรพ ดังนั้นการถ่ายรูปแล้วได้รูปสวยแบบง่าย ๆ คือสิ่งที่ Xiaomi 14T Series ทำได้เกินหน้าที่เครื่องมือสื่อสารไปมาก แม้กระทั่งในบางสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยอำนวยกับการถ่ายรูปมากนัก เช่น ในช่วงที่เราอยู่บนเรือโดยสารกลางแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วยังต้องซูมภาพระยะไกลไปด้วยพร้อม ๆ กัน
สำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมในมุมกว้าง ความง่ายในการถ่ายรูปด้วย Xiaomi 14T Series ทำให้เราสามารถมุ่งสมาธิทั้งหมดไปกับความงดงามที่อยู่ตรงหน้า มากกว่าการมัวมาพะวงอยู่กับอุปกรณ์ที่เราใช้ถ่ายรูป
และเช่นเคยเราเลือกโหมดถ่ายรูปในสไตล์ Leica Authentic Look เป็นหลัก เพื่อให้ได้ภาพในโทนที่ยังไม่ได้ผ่านการตกแต่งมากนักเผื่อให้เราได้ปรับแต่งเองในภายหลัง (ถ้าต้องการให้ได้อารมณ์ของภาพที่แตกต่างออกไป)
นอกจากเรื่องของการถ่ายรูปสวย ๆ แล้วในระหว่างทริปเราพบว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นซึ่งเราใช้งานทั้งเปิด Wi-Fi เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ hotspot เพื่อใช้งานโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งเปิด Google Maps ดูแผนที่นำทางไปด้วย ก็ยังสามารถใช้งานได้ตลอดรอดฝั่งจนกระทั่งจบทริปในแต่ละวันได้โดยไม่มีอาการหมดไฟไปเสียก่อน
โดยแบตเตอรี่จาก 100% พอกลับถึงที่พักแล้วแบตเตอรี่ยังเหลือราว ๆ 40-45% และในระหว่างการใช้งานก็ยังไม่พบอาการตัวเครื่องร้อนจนน่าเป็นกังวล หรือว่าร้อนจนไม่สามารถใช้งานต่อไปได้
กล้องถ่ายรูปที่ใช้โทรได้นิดหน่อย
ในยุคที่เราเสพติดการบอกเล่าหรือนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การมีอุปกรณ์สำหรับบันทึกความทรงจำเป็นรูปถ่ายพกพาติดตัวเกือบตลอดเวลาได้กลายเป็น new normal สำหรับเราไปแล้ว ดังนั้นการมีสมาร์ทโฟนที่มีกล้องติดโลโก้ Leica อยู่กับตัวก็ย่อมต้องทำให้เรามีความมั่นใจในการกดปุ่มชัตเตอร์แต่ละครั้งมากขึ้น
หลังจากที่ได้ลองถ่ายรูปด้วยกล้องของ Xiaomi 14T Series ทั้งสองรุ่น มันทำให้เราอดนึกถึงที่คำใครบางคนเคยสัพยอกเอาไว้แบบขำ ๆ สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปสวยว่า ‘นี่มันกล้องถ่ายรูปที่ใช้โทรได้นิดหน่อยนี่หน่า’
[ภาพประกอบทุกภาพที่มาจากกล้องของ Xiaomi 14T และ Xiaomi 14T Pro ไม่ได้ผ่านการปรับแต่งใด ๆ นอกจากภาพที่มีการใช้ซอฟต์แวร์แต่งภาพตามที่มีการระบุเอาไว้]
……………………………………
ข้อมูลการวางจำหน่ายในประเทศไทย
Xiaomi 14T Pro มีให้เลือก 3 สี คือ Titan Black, Titan Blue, Titan Gray พร้อมตัวเลือก 2 หน่วยความจำ คือ 12GB+1TB ราคา 24,990 บาท หรือ 12GB+512GB ราคา 21,990 บาท
สำหรับ Xiaomi 14T มีให้เลือก 4 สี คือ Titan Black, Titan Blue, Titan Gray, Lemon Green พร้อมตัวเลือก 2 หน่วยความจำ คือ 12GB+512GB ราคา หรือ 12GB+256GB ราคาเริ่มต้น 15,990 บาท
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์แพลตฟอร์ม
















