รีวิว Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro “มือถือ 5G กล้องสุดจัด อัดสเปคฯ ไฮเอนด์ โดดเด่นในลุคสปอร์ตพรีเมียม”
Xiaomi เพิ่งเปิดตัว Xiaomi 12T Series สมาร์ทโฟน 5G สองรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดสมาร์ทโฟนได้อีกครั้ง โดยชูจุดเด่นในเรื่องของระบบกล้องที่เลือกใช้เซ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่มีความละเอียดสูงถึง 108MP และ 200MP ซึ่งถือได้ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่กล้องมีความละเอียดภาพสูงสุดในเวลานี้
ไม่ใช่เพียงแค่ระบบกล้องเท่านั้นแต่ Xiaomi 12T (เสียวหมี่ สิบสอง ที) และ Xiaomi 12T Pro (เสียวหมี่ สิบสอง ที โปร) ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ตระดับเรือธงและสเปคฯ ที่ให้มาแบบคุ้มค่าในแบบฉบับของเสียวหมี่ที่เราคุ้นเคย
โดย Xiaomi 12T เปิดตัวมาในราคา 17,990 บาท (8GB+256GB) และ Xiaomi 12T Pro เปิดตัวมาในราคา 25,990 บาท (12GB+256GB) ซึ่งก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจไม่เป็นรองใครในเวลานี้
การออกแบบและคุณสมบัติ
Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนฝาแฝดที่ถูกออกแบบขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกัน ตัวเครื่องและดีไซน์ภายนอกกว่า 90% จึงดูคล้ายกันมาก ๆ แตกต่างเพียงในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น
อย่างไรก็ดีในความเป็นจริงแล้วสมาร์ทโฟนสองรุ่นนี้ยังคงมีความแตกต่างกันในด้านของสมรรถนะและคุณสมบัติทางเทคนิคอยู่พอสมควร โดย Xiaomi 12T นั้นถือว่าเป็นรุ่นมาตรฐานที่สเปคฯ ก็ดูดีไม่เป็นรองใคร ขณะที่ Xiaomi 12T นั้นก็ถือว่าเป็นรุ่นที่อัปเกรดสเปคฯ ขึ้นไปอีกแทบทุกด้านเช่นกัน
สำหรับ Xiaomi 12T สมาร์ทโฟน 5G รุ่นนี้มาพร้อมกับชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8100-Ultra ซึ่งเป็นชิป 5nm ที่สมรรถนะตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัยนั้นมาพร้อมกับความประหยัดพลังงาน ขณะที่ Xiaomi 12T Pro นั้นเลือกใช้ชิประดับเรือธงจากอย่าง Qualcomm Snapdragon® 8+ Gen 1 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี 4nm ล้ำยิ่งขึ้นไปอีก
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอ CrystalRes AMOLED DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว รองรับอัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz แสดงค่าสีได้ 68,000 ล้านสี (TrueColor display) หน้าจอเป็นอัตราส่วน 20:9 ความละเอียด 2,712 x 1,220 พิกเซล (446 ppi) ให้ความสว่าง 500 nits และอัตราส่วนคอนทราสต์อยู่ที่ 5,000,0000:1
โดยในรุ่น 12T นั้นหน้าจอรองรับการแสดงผล HDR10+ ขณะที่รุ่น 12T Pro รองรับการแสดงผลทั้ง HDR10+ และ Dolby Vision โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ Adaptive HDR แสดงผลภาพในโหมด HDR โดยอัตโนมัติเมื่อมีการรับชมวิดีโอแบบ HDR
ด้านระบบเสียงสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับลำโพงคู่และระบบเสียง Dolby Atmos สำหรับสมาร์ทโฟน ทว่าใน Xiaomi 12T Pro นั้นมีความพิเศษกว่าตรงที่มันได้รับการปรับแต่งเสียงโดย Harman Kardon แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเสียงชื่อดัง
อีกหนึ่งคุณสมบัติน่าสนใจคือทั้ง Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh และระบบชาร์จเร็วอัจฉริยะ 120W HyperCharge ทางพอร์ต USB-C ที่คุยว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มได้ 100% ในเวลาไม่เกิน 19 นาทีเท่านั้น ! (ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการเสียวหมี่)
สำหรับอีกหนึ่งไฮไลต์ในสมาร์ทโฟนใหม่ทั้งสองรุ่นของเสียวหมี่นั่นคือระบบกล้องที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์รุ่นใหม่ ที่มีรายละเอียดสูงชนิดโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการใช้งานตัวเซ็นเซอร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนคู่แข่งในระดับเดียวกัน
โดย Xiaomi 12T นั้นมาพร้อมกล้องหลัง 3 ชุด ได้แก่ กล้องเลนส์มุมกว้าง (f/1.7, OIS) ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ที่เลือกใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung ISOCELL HM6 ซึ่งมีขนาด 1/1.67 นิ้ว ขณะที่กล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ (อัลตร้าไวด์) มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องเลนส์มาโครความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องเซลฟี่นั้นมีความละเอียด 20MP เลนส์มุมกว้าง f/2.24
สำหรับ Xiaomi 12T Pro นั้นมาพร้อมกล้องเซลฟี่แบบ DotDisplay และกล้องหลัง 3 ชุดเช่นกัน โดยกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษและกล้องเลนส์มาโคร รวมถึงกล้องเซลฟี่นั้นสเปคฯ เหมือนกับ Xiaomi 12T แต่ที่พิเศษกว่านั่นคือชุดกล้องเลนส์มุมกว้างปกติครับ เพราะมันมาพร้อมกับเซ็นเซอร์รับภาพความละเอียด 200MP ! ที่มีขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.22 นิ้ว เลนส์ f/1.69 และรองรับกันสั่นแบบ OIS
โดยเซ็นเซอร์รับภาพ 200MP ในที่นี้คือ Samsung ISOCELL HP1 ซึ่งสามารถทำการซูมภาพแบบ in-sensor ได้สองเท่า ผสานเทคโนโลยีของเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่กับซุปเปอร์พิกเซล 16-in-1 เลนส์แบบ 8 ชิ้นเลนส์ และระบบกันสั่นแบบ OIS สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในโหมดกลางคืน
นอกจากนั้น Xiaomi 12T Pro ยังรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด 8K ด้วย รวมถึงฟีเจอร์อื่น ๆ อย่างเช่น Xiaomi ProCut และ Ultra burst ตลอดจนความสามารถในการจับภาพวัตถุและวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ ได้โดยไม่หลุดโฟกัส
การใช้งานเบื้องต้นและความประทับใจแรก
ข้อมูลจากผู้ผลิตทำให้ทราบว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นมีขนาดตัวเครื่องเท่ากัน คืออยู่ที่ 163.1mm x 75.9mm x 8.6mm แต่รุ่น Pro นั้นมีน้ำหนักมากกว่าอยู่ 3 กรัม (205 กรัมเทียบกับ 202 กรัม) พอได้สัมผัสตัวจริงก็เข้าใจส่วนหนึ่งของน้ำหนักที่ต่างกันนั้นอาจมาจากโมดูลกล้องของรุ่น Pro ซึ่งมีความหนาหรือความสูงมากกว่ารุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าขนาดกว้าง-ยาวของตัวโมดูลกล้องนั้นมีขนาดเท่ากันเป๊ะเลยก็ตาม
ในด้านการออกแบบถือว่าทั้งสองรุ่นมีรูปลักษณ์สวยงามทันสมัย เป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ที่จับถือได้ถนัดมือ การสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอทำได้รวดเร็วฉับไว ฝาหลังที่เป็นพื้นผิวด้านนั้นดูทันสมัยและดูดีเข้ากับดีไซน์ในภาพรวมของตัวเครื่อง

โดยพื้นฐานทั้ง Xiaomi 12T และ Xiaom 12T Pro นั้นเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อทั้งแบบ Stand Alone และ Non-Standalone (NSA + SA) ระบบ Dual SIM สามารถใส่ซิมใช้งานได้สองซิม (nano SIM) และไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ความจุข้อมูลในตัวเครื่องเนื่องจากถาดใส่ซิมไม่ได้มีพื้นที่สำหรับการเพิ่ม memory card ผมยังพบว่าในเมนูตั้งค่าของรุ่น 12 Pro นั้นยังมีส่วนของการใช้งาน eSIM อีกด้วยครับ
สำหรับ Xiaomi 12T เครื่องที่นำมาใช้งานในรีวิวนี้ มาพร้อมกับหน่วยความจำ 8GB/256GB (RAM/ROM) ขณะที่ Xiaomi 12T Pro นั้นมาพร้อมกับ หน่วยความจำ 12GB/256GB (RAM/ROM) ที่น่าสนใจคือทั้งสองรุ่นเลือกใช้งาน RAM และ ROM ความเร็วสูง อย่าง RAM นั้นเลือกใช้แบบ LPDDR5 และ ROM ก็เลือกใช้ UFS 3.1 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนในระดับพรีเมียมแล้วครับ
ในด้านการเชื่อมต่อไร้สาย ทั้ง Xiaomi 12T และ Xiaom 12T Pro มาพร้อมกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 ขณะที่การเชื่อมต่อบลูทูธนั้นรองรับ Bluetooth 5.3 และ Bluetooth 5.2 ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันนี้เช่นกัน ด้านระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนใหม่ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ MIUI 13 ที่ครอบอยู่บน Android 12 ซึ่งใหม่สุดในเวลานี้

เนื่องจากผมได้รับ Xiaomi 12T และ Xiaom 12T Pro ในสภาพกล่องซีลเหมือนตัวที่จำวางจำหน่ายจริง จึงมีโอกาสได้ทราบว่าทั้งสองรุ่นให้อุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมใช้งานเลยครับ ทั้งแผ่นฟิล์มกันรอยหน้าจอที่ติดมาให้เรียบร้อยจากโรงงาน เคสใส TPU และอะแดปเตอร์ชาร์จไฟพร้อมสายชาร์จ 120W แบบว่าไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มแล้ว
เมื่อได้ลองใช้งานสิ่งแรกที่ประทับใจคือความลื่นไหลและรวดเร็วฉับไวของการใช้งาน เป็นสัมผัสของเครื่องในระดับเรือธงอย่างแท้จริง แม้แต่รุ่นมาตรฐานอย่าง Xiaomi 12T ก็ให้ประสบการณ์ที่ว่านั้นชัดเจน

เริ่มตั้งแต่หน้าจอที่ให้ภาพคมชัดสวยงามสะดุดตา ด้านการแสดงรายละเอียดและสีสันถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของวงการครับ สายคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถใช้ตรวจสอบภาพถ่าย ตรวจสอบคลิปวิดีโอได้เลย ขณะที่สายบันเทิงใช้รับชมคลิปจากสตรีมมิงต่าง ๆ ได้เหมือนการย่อส่วน OLED TV ชั้นดี อย่างใน Netflix หรือ YouTube นี่สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นก็สามารถรับชมได้ในรูปแบบของ HDR ครับ ถ้าหากว่าคอนเทนต์นั้น ๆ เป็นระบบภาพแบบ HDR
สำหรับโหมดปรับหน้าจอเป็นแบบที่อัตรารีเฟรชหน้าจอสูง 120Hz ซึ่งสามารถเลือกใช้งานในโหมด AdaptiveSync เพื่อให้อัตรารีเฟรชหน้าจอปรับเปลี่ยนไปตามการงานใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องใช้งานในโหมด 120Hz ตลอดเวลา เพื่อให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น
สำหรับระบบเสียงจากลำโพงระบบเสียงสเตริโอในตัว ต้องบอกเสียงที่ได้จาก Xiaomi 12T ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน ลำโพงเสียงดีและแยกมิติซ้าย-ขวาได้ชัดเจน แต่เมื่อได้ลองฟังลำโพงในตัวของ Xiaomi 12T Pro ก็ต้องยอมรับว่าลำโพงขนาดเล็กที่จูนเสียงโดย Harman Kardon ในรุ่น Pro นั้นเสียงดีกว่าชัดเจนครับ
ผมให้เป็นลำโพงในตัวสมาร์ทโฟนที่เสียงดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมาครับ คือ เปิดได้ดังแล้วยังมีสมดุลเสียงที่ดีด้วย ไม่ใช่ดังแล้วแผดจ้าจนน่ารำคาญหู มันทำให้ลำโพงในตัว iPhone 13 Pro Max ของผมเสียงงุ้งงิ้งเป็นลูกแมวไปเลยทีเดียว
สำหรับคนที่เป็นห่วงในเรื่องของการระบายความร้อน สมาร์ทโฟนใหม่ของเสียวหมี่ถือว่าทำได้ดีถึงดีมากครับ ในระหว่างการรัน benchmark โหด ๆ ดูคลิปวิดีโอยาว ๆ ถ่ายรูปอย่างต่อเนื่อง หรือเปิดใช้งาน 5G ใช้งานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตัวเครื่องก็ยังไม่ได้สะสมความร้อนจนน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
การถ่ายรูปสวยเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด
ครั้งแรกที่ทราบว่าเสียวหมี่พยายามยกตัวเลขความละเอียดของเซ็นเซอร์ 108MP และ 200MP ใน Xiaomi 12T Series มาเป็นจุดขาย ผมก็ตั้งคำถามทันทีว่า “ตัวเลขที่ดูดีเหล่านั้นเมื่อใช้งานจริงแล้วมันจะเป็นอย่างไร ?”
คือปกติผมเป็นคนไม่อินกับตัวเลข MP ของกล้องเลย ออกจะดูแคลนด้วยซ้ำไป คือผมรู้สึกว่าถ้ากล้องตัวไหนพยายามเอาตัวเลขมาอวด มันเหมือนว่าที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่านั้น เปรียบกับเครื่องเสียงที่พยายามบอกตัวเลขกำลังขับเยอะ ๆ แต่พอฟังจริงแล้วเสียงไม่ได้เรื่อง
ที่ผ่านมาผมว่าหลายคนก็คงเคยเจอว่า กล้องดิจิทัลทั้งแบบที่เป็นกล้องมาเลย และที่เป็นกล้องอยู่ในสมาร์ทโฟน บางรุ่นที่บอกตัวเลขความละเอียดมาเยอะ ๆ แต่เวลาถ่ายจริงกลับให้ภาพที่ดูแย่กว่ารุ่นที่บอกตัวเลขมาน้อยกว่า
แต่การได้ลองกล้องของ Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro ทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไปและเห็นด้วยกับการที่ทีมออกแบบของเสียวหมี่เลือกที่จะใช้งาน 200MP ที่มีเป็นต้นทุนอย่างชาญฉลาด อย่างเช่น เทคนิคการทำ pixel binding ผสานกับซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งมาอย่างเข้าใจตัวฮาร์ดแวร์ ทำให้การถ่ายภาพในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อนักสำหรับกล้องของสมาร์ทโฟน เช่น ในสภาพแสงน้อย ในสภาพย้อนแสง หรือมีการรบกวนของแสงแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้ กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก ๆ คือไม่ต้องเป็นโปรฯ ด้านการถ่ายภาพ แค่ใช้ Xiaomi 12T Pro ก็สามารถมีรูปสวย ๆ ไปอวดเพื่อนได้แล้วครับ
จากการที่ได้ลองใช้งานผมว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นทั้งในด้านความเร็วในการจับโฟกัสแม้ในภาพแสงน้อย ระบบกันสั่นและฟีเจอร์ Night Mode สามารถใช้งานได้จริงและได้ไฟล์ภาพคุณภาพดี มี noise ต่ำ แม้ไม่ได้ถ่ายที่โหมดความละเอียดสูงสุดก็ยังเก็บรายละเอียดได้ดีครับ นอกจากนั้นกล้องในสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนื้คือภาพที่มีไดนามิกเรนจ์กว้างโดยเฉพาะในรุ่น Pro ซึ่งภาพตัวอย่างที่ได้จากกล้องของ Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro ในรีวิวนี้คือการถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง และไม่มีการตกแต่งภาพใด ๆ นอกจากการย่อขนาดของภาพตามความเหมาะสมเท่านั้น
มีข้อสังเกตนิดเดียวตรงโหมดมาโครที่โฟกัสเข้าใกล้วัตถุได้ไม่มากเท่า iPhone 13 Pro Max และภาพที่ถ่ายในที่แสงน้อยนั้นมี noise มากกว่าการถ่ายในโหมดอื่น ๆ แต่ไม่เป็นปัญหานักที่การถ่ายในสภาพแสงดี
การถ่าย Night Mode สามารถทำได้ทั้งเวลาถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างและเลนส์มุมกว้างพิเศษ กล้องของ Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro สามารถซูมได้ปกติที่ 2 เท่า และซูมดิจิทัลได้ถึง 10 เท่า ภาพที่ได้จากการซูมดิจิทัลถือว่ามีคุณภาพในระดับพอใช้ถึงค่อนข้างดีเลย (ใช้งานได้) ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับสภาพแสงและรายละเอียดในภาพนั้น ๆ
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่พบโดยบังเอิญในระหว่างการใช้งานคือ สมาร์ทโฟนของเสียวหมี่ทั้งสองรุ่นมีแอปฯ ที่สามารถลบ ‘ส่วนเกิน’ ที่เป็นคนหรือเส้นต่าง ๆ ออกไปจากรูปภาพ
อย่างเช่นในภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ เพียงแค่กดปุ่มแก้ไข > เลือก AI > เลือกลบ > เลือกลบผู้คน ระบบ AI ของเสียวหมี่จะทำการไฮไลต์ส่วนที่ AI ตรวจจับได้ว่าเป็นคน เมื่อกดกากบาท ณ ตำแหน่งที่ถูกไฮไลต์ คนในภาพก็จะถูกลบหายไปและแทนที่พื้นหลังให้ใกล้เคียงกับฉากหลังในบริเวณนั้นมากที่สุด การลบเส้นก็เช่นกันเพียงเปลี่ยนจากตัวเลือก ‘ลบผู้คน’ เป็น ‘ลบเส้น’

เท่าที่ได้ลองใช้งานก็ถือว่าเก่งพอสมควรนะครับ มีข้อจำกัดอยู่บ้างเช่นฉากหลังที่มีความซับซ้อนมาก ๆ หรือในกรณีเช่นผู้หญิงชุดขาวในภาพซึ่งถือร่มมาด้วย ระบบ AI ก็ลบไปแต่ตัวคุณผู้หญิงและทิ้งร่มสีแดงลอยอยู่กลางอากาศ
หรือในกรณีที่มีคุณผู้หญิงชุดสีเขียวในภาพ ผมลองใช้ AI คนออกแล้วโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กตามปกติ พบว่าไม่มีใครสังเกตหรือทักเลยว่าภาพที่ AI ลบคุณผู้หญิงชุดสีเขียวออกไปนั้นที่จริงแล้วยังคงทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ นั่นคือ เงาของเธอในน้ำฝนที่เปียกอยู่บนพื้นนั่นเอง แต่ในหลายกรณีก็ลบได้แบบเนียน ๆ เลยนะครับ ใครที่ซื้อสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนี้ไปใช้งานอย่าลืมลองใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้ดูนะครับ
Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro เหมาะกับใคร ?
แม้การเปิดตัว Xiaomi 12T และ Xiaomi 12T Pro นั้นพยายามชูจุดเด่นในเรื่องของจำนวนพิกเซลในกล้องถ่ายรูป แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งคู่คือสมาร์ทโฟน 5G ที่มีคุณสมบัติ ‘เพียบพร้อม’ สำหรับการเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงในยุคนี้
ที่ผมมั่นใจหลังจากได้ลองแล้วก็คือระบบกล้องของมันเจ๋งจริงสมราคาคุย หากว่าต้องการใช้ถ่ายเพื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดียตามปกติแล้ว ผมว่าเราสามารถพกมันไปเที่ยวทั่วไทยหรือเที่ยวไกลทั่วโลกแทนกล้องถ่ายรูปได้เลยครับ
ถ้าหากคุณต้องการสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติระดับเรือธง แต่ยังไม่สามารถจ่ายเกินสองหมื่นบาท Xiaomi 12T คือ อีกหนึ่งตัวเลือกที่ใช่และคุ้มค่าในเวลานี้ครับ แต่ถ้าอยากได้อะไรที่มันไปแบบสุด ๆ ไม่ต้องมาอั้นกันเลย Xiaomi 12T Pro คืออีกหนึ่งตัวเลือกลำดับต้น ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามในเวลานี้ครับ !
Xiaomi 12T Series มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Silver และ Blue โดยจะวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางร้านค้าออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม
Xiaomi 12T Pro รุ่นความจุ 12GB+256GB วางจำหน่ายในราคา 25,990 บาท
Xiaomi 12T รุ่นความจุ 8GB+256GB วางจำหน่ายในราคา 17,990 บาท
พิเศษ ! สำหรับลูกค้า 1,500 คนแรกที่สั่งซื้อ Xiaomi 12T Series ล่วงหน้าระหว่างวันที่ 8 – 21 ตุลาคม 2565 รับฟรี! นาฬิกาอัจฉริยะ Xiaomi Watch S1 Active มูลค่า 5,490 บาท





















