รีวิว JBL : BAR 5.1
ในชุดนี้ให้ตัวแขวนผนังมาพร้อมกับลำโพงทั้ง 3 ตัว ที่ผมชอบใจกับลำโพงเซอร์ราวด์ของ BAR 5.1 ตรงที่ตัวฐานของลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งคู่จะเป็นแม่เหล็ก เวลาเอาไปวางไว้บนขาตั้งหรือวัสดุที่เป็นโลหะมันจะดูดติดมั่นคงมาก ๆ
การเชื่อมต่อทั้งหมดส่งผ่านมาจากตัวโปรเซสเซอร์หลักที่อยู่ใน Sound Bar ด้านหน้าเชื่อมต่อกันด้วยสัญญาณ wireless ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นสัญญาณ wireless ช่วง 5.725-5.875 กิกะเฮิรตซ์
ซึ่งก็ไม่ต้องไปสนใจกับการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเซอร์ราวด์กับลำโพงหลัก มันเป็นไปอย่างอัตโนมัติ แต่เขาก็เลือกช่วงความถี่ที่มันเลยผลการใช้งานปกติของอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายต่าง ๆ ออกไปเพื่อไม่ให้มีการกวนกันเกิดขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำงานของลำโพงชุดนี้ก็จะสร้างระบบเสียงเซอร์ราวด์ขึ้นมาตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะป้อนแหล่งโปรแกรมกี่แชนเนลเข้าไป
ถ้าจะไม่ให้มีเสียงออกลำโพงเซอร์ราวด์ ก็อาจทำได้โดยการลดโวลุ่มของลำโพงเซอร์ราวด์ทิ้งให้หมด ซึ่งจะอยู่ที่ Remote Control ทั้งหมดเราสามารถเพิ่มหรือลดโวลุ่มเสียงทั้งลําโพงเซอร์ราวด์และลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้ทั้งคู่
รองรับ 4K เล่นไฟล์เพลงผ่าน USB ได้
ทีนี้เรามาเจาะดูค่าทางสเปกหลัก ๆ ของซาวด์บาร์ตัวนี้กันบ้าง รวมแล้วชุดนี้กำลังขับอยู่ที่ 510 วัตต์ตามสเปกซึ่งเฉพาะซับวูฟเฟอร์ที่มีแอมป์ขยายแยกต่างหากก็กินไปแล้ว 300 วัตต์
ที่เหลือเป็นลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างข้างละ 30 วัตต์ ที่เหลือก็จะอยู่ที่ลำโพงซาวด์บาร์อีก 3 แชนเนล รวมแล้วเป็น 150 วัตต์ เป็น 3 แชนเนล จริง ๆ นะครับ มีลำโพงซ้าย ลำโพงเซ็นเตอร์และลำโพงหน้า ด้านขวาแยกกันอยู่ในส่วนของซาวด์บาร์ตัวนี้นั่นแหละ
ลำโพงซาวด์บาร์ตัวหลักจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 115 ซม. คือถ้าต่อลำโพงเซอร์ราวด์เข้าไปอีก 2 ด้าน ก็จะยาวขึ้นมาอีกถึงเกือบ 150 ซม. ทีเดียว ซึ่งถือว่ายาวสะใจเลย ระดับความสูงแทบไม่มีปัญหากับการบังการทำงานของรีโมตทีวี เพราะว่ามันสูงเพียงแค่ 6 ซม. ใน 1 แชนเนล จะมีไดรเวอร์ขนาด 2.25 นิ้ว 2 ตัวคู่กับทวีตเตอร์ 1.25 นิ้วอีก 1 ตัว เป็นหนึ่งแชนเนลเหมือนกันหมดทุกแชนเนล
การเชื่อมต่อสบายตัวนี้มี HDMI input ให้เลือกใช้อยู่ 3 ช่องกับ output HDMI HDCP Version 2.2 ที่สามารถรองรับสัญญาณ 4K ได้ และกับช่องนี้ก็จะเป็นอินพุตที่รับสัญญาณเสียงจากทีวีที่เรียกว่า Audio Return channel (ARC) ไปด้วยในตัว จุดต่อเชื่อมด้านหลังซาวด์บาร์ตัวนี้จะแยกออกเป็น 2 ฝั่ง ถึงแม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็ไม่ได้มีผลกับสาย HDMI เส้นใหญ่ ๆ สักเท่าไหร่
จะติก็ตรงที่จะนำไปแขวนผนังตัวสายต้องเลื้อยลงมาด้านล่าง ทำให้ต้องยอมมองเห็นสายสัญญาณที่อาจจะทำให้ขาดความสวยงามไปสักนิด มันเหมาะกับการตั้งไว้หน้าทีวี
ต้องยอมรับว่ามันเสริมบารมีให้กับทีวีของเราขึ้นมาอีกเยอะทีเดียว เพราะมันจะมีตะแกรงโลหะด้านหน้าสีเทาดำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของลำโพงซาวด์บาร์ยี่ห้อนี้ ล้อมอ้อมขึ้นไปด้านบน จะแต่งหน้าตาด้วยปุ่มกดเพียงแค่ 4 ปุ่มตรงกลาง
ด้านบน กับด้านหน้าที่เป็นโลโก้สัญลักษณ์ JBL และที่ต้องชื่นชมก็คือซาวด์บาร์ตัวนี้ให้หน้าจอแสดงผลซึ่งซ่อนอยู่ในตะแกรงด้านหน้าเป็นตัวหนังสือ LED ขนาดใหญ่ แสดงผลการทำงานได้ชัดเจน มีทั้งตัวเลขบอก input และระดับความดังของลำโพงแยกกันทั้ง 3 แชนเนล หน้า/ซับวูฟเฟอร์ และลำโพงเซอร์ราวด์
ด้านข้างซ้าย-ขวาจะเป็นขั้วเสียบชาร์จให้กับลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างเมื่อลำโพงเซอร์ราวด์มาเสียบชาร์จไว้ มันจะดูดติดไว้อย่างแน่นหนาอีกทีด้วยอำนาจแม่เหล็ก ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่ามันจะร่วงหล่นมากรณีที่ต้องแขวนลำโพงชุดหน้าไว้บนฝาผนัง
ที่ลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างจะมีตัวอักษรระบุแชนเนลบอกไว้ชัดเจน ข้าง ๆ ปุ่ม power ด้านล่าง ตัวดอกลำโพงจะอยู่ด้านหน้าเหมือนกับลำโพงซาวด์บาร์ตัวหลัก ถ้ากดปุ่ม power สังเกตดูจะมีหลอดไฟ LED สีขาวกะพริบ ซึ่งถ้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วกะพริบด้วย ก็แสดงว่าควรที่จะต้องชาร์จไฟเข้าที่ลำโพงของมันได้แล้ว
ที่ช่องลำโพงหลักของลำโพงเซอร์ราวด์ด้านขวาถ้าดึงแยกลำโพงเซอร์ราวด์ออกมาจะเห็นรูเล็ก ๆ ขนาด 3.5 มม. สำหรับเอาไว้เพื่อเสียบอุปกรณ์ที่เป็นไมค์คาลิเบรตซึ่งให้มาด้วยกับซาวด์บาร์เซตนี้
เหลือ channel ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาดไดรเวอร์ 10 นิ้ว เป็นตู้เปิดที่มีท่อพอร์ตขนาดใหญ่เอามาด้านหลัง ซึ่งที่ตัวมันนี้ก็ไม่มีการปรับอะไรให้ต้องยุ่งยาก เพียงแต่เสียบใช้ไฟเข้ากับผนังมันก็พร้อมที่จะทำงาน แต่มันก็ยังมีปุ่มเรืองแสงที่เผื่อเอาไว้หากการเชื่อมต่อกับลำโพงตัวหลักไม่ยอมสื่อสารกัน
จัดว่าเป็นลำโพงซับวูฟเฟอร์สำหรับซาวด์บาร์ที่มีขนาดใหญ่เอาเรื่องทีเดียว ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Sound Bar จากยี่ห้อนี้ไปแล้ว
การเชื่อมต่อแบบ Wireless ของซับวูฟเฟอร์ และลำโพงเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ตัวจะมีโหมดสแตนด์บาย คือถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่งมันก็จะปิดตัวเอง
ผมเจออยู่ครั้งหนึ่งที่เมื่อเราเปิด Power จากซาวด์บาร์ตัวหลัก มันต้องเดินไปเปิดลำโพงเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ตัวด้วยหากคุณแยกมันออกมา ซึ่งก็กลายเป็นว่าฟังแบบ 3.1 อยู่ตั้งนานกว่าจะรู้ว่าลำโพงเซอร์ราวด์มันไม่มีเสียงออก ต้องเดินไปกดสวิตช์เปิดให้มันก่อน
Soundshift นึกจะฟังเพลงเมื่อไหร่ก็ได้เลย
JBL Bar 5.1 ตัวนี้มีฟังก์ชันพิเศษติดมาให้สำหรับคนที่เบื่อโฆษณาบนทีวี เปลี่ยนมาฟังเสียงเพลงเพราะ ๆ แทน โดยมันจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อเพลงผ่าน Bluetooth เป็นอันดับแรก เรียกฟังก์ชันนี้ว่า Soundshift
![]()
การทำงานของมันก็คือคุณต้องเปิดการใช้งานฟังก์ชันนี้ที่รีโมต เสร็จแล้วเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับซาวด์บาร์ตัวนี้ ลองเปิดเพลงดูสักเพลงก็ได้ เสร็จจากนั้นถ้าคุณเปลี่ยนแหล่งโปรแกรมไปเป็นรายการทีวีหรือว่าช่อง input ช่องอื่น แต่อยากกลับมาฟังเสียงเพลงผ่านทาง bluetooth ก็เพียงแค่กด play ที่โทรศัพท์ หรือ Smartphone เท่านั้น
เสียงของซาวด์บาร์ที่ก่อนหน้านี้เป็นเสียงจากทีวี ก็จะเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงที่มาจากบลูทูธอัตโนมัติ แต่เมื่อคุณกด pause หรือหยุดเล่นเพลงในโทรศัพท์ มันก็จะเปลี่ยนกลับเป็นเสียงจากต้นทางที่มาจากทีวีแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกดปุ่มอะไรเลย
ผมคิดว่าสำหรับคนขี้เบื่อ ไม่ชอบฟังเสียงของโฆษณา ดูแต่ภาพ ขอตัดเข้ารายการเมื่อไหร่ค่อยฟังเสียงได้ อะไรทำนองนั้น
Setup
การเซตอัพก็เหมือนกับการเซตลำโพงที่เป็น 5.1 ทั่ว ๆ ไป จะง่ายกว่าก็ตรง 3 แชนเนลหน้าเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ส่วนตัวลำโพงเซอร์ราวด์ ผมวางในลักษณะตั้งขึ้นมาให้ฐานของมันดูดติดกับขาตั้งลำโพงซึ่งเป็นเหล็ก โดยหันเอาด้านข้างที่มีไดรเวอร์อยู่เข้ามาหาจุดนั่งฟัง ตัวระดับความสูงก็กะให้พอดีกับศีรษะขณะนั่งฟังทั้งสองข้าง
![]()
ทีนี้ก็เอาไมค์ที่ JBL ให้มาด้วยเสียบเข้าไปแล้วก็กดปุ่มคาลิเบรตที่รีโมตคอนโทรลค้างไว้สัก 3 วินาทีมันก็จะเริ่มนับถอยหลัง การคาลิเบรตใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 10 วินาที และไม่มีการคาลิเบรตกับลำโพงซับวูฟ-เฟอร์ ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ แต่ก็ระวังนิดหนึ่ง อย่าตกใจ เพราะลำโพงแต่ละแชนเนลมันจะดังขึ้นมาในระดับเลเวลที่เกือบสูงสุด
ถ้าถามว่าการ set up อัตโนมัติของ JBL BAR 5.1 ตัวนี้ มันทำอะไรกันบ้าง ที่แน่ ๆ คือมันเซตความดังของแต่ละแชนเนลให้กลมกลืนกัน ส่วนเรื่อง Time delay ผมไม่แน่ใจ เพราะว่าเพียงแค่ปล่อยพิงค์นอยซ์ออกมาอย่างเดียวเพียงแค่นี้ไม่น่าจะพอ แต่ถ้ามันสามารถกำหนด delay Time ได้ด้วยการคาลิเบรตเพียงแค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมาก
แต่เชื่อไหมครับว่าผลลัพธ์ของมันที่ออกมา ทำเอาผมเลิกตั้งคำถามแบบนี้กับมันเลย