REVIEW

รีวิว Clef Audio : LSD-5

ในช่วงหลายปีมานี้ถ้าหากคุณได้ติดตามข่าวในวงการเครื่องเสียงไฮไฟและโฮมเธียเตอร์ ชื่อของผู้ผลิตเครื่องเสียงไทยอย่าง เคลฟ ออดิโอ “Clef Audio” ถือว่าได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้า และเป็นที่รู้จักแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถผลักดันให้สินค้าเครื่องเสียงไทยเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติและกลายเป็นสินค้าส่งออกนำรายได้กลับคืนสู่ประเทศไทยได้โดยไม่ต้องรอคอยการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ที่เกริ่นนำกันมาเสียยืดยาวนี้มิได้มีเจตนาจะปลุกกระแสรักชาติหรือมีเจตนาอื่นใดนอกเหนือไปจากบอกเล่าให้คุณผู้อ่านได้ทราบว่าสินค้าเครื่องเสียงของไทยเราก็มีมาตรฐานสูงถึงขั้นเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติแล้ว อีกทั้งเรื่องความคุ้มค่าก็ยังเป็นอะไรที่เราคาดหวังได้เสมอ

อย่างเช่น สินค้าตัวล่าสุด External Linear Power Supply รุ่น LSD-5 ที่ผมได้ลองแล้วอยากจะถามทางผู้ผลิตเขาว่า “คุณตั้งราคาถูกเกินไปหรือเปล่า ?”

Linear Power Supply ภาคจ่ายไฟสุดคลาสสิค
Clef Audio : LSD-5 เป็นอุปกรณ์ประเภท Linear Power Supply หรือภาคจ่ายไฟแยกชิ้นแบบลิเนียร์ โดยพื้นฐานแล้วภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์เป็นวงจรภาคจ่ายไฟแบบพื้นฐานที่มีใช้งานในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน เครื่องเสียงไฮไฟเกือบทั้งหมดจะใช้วงจรภาคจ่ายไฟแบบนี้

ภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ อาจจะมีรูปแบบของวงจรและเทคนิคในการออกแบบแตกต่างกันไปได้หลายสิบรูปแบบ แต่ทั้งหมดจะมีพื้นฐานเดียวกันหมด สำหรับเครื่องเสียงบ้านวงจรภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์จะเริ่มต้นจากหม้อแปลงซึ่งทำหน้าที่เพิ่มหรือลดแรงดันไฟเอซี (ไฟฟ้ากระแสสลับ) จากไฟบ้าน 110 หรือ 220 โวลต์ ให้ได้แรงดันตามแต่ที่วงจรไฟฟ้านั้น ๆ ต้องการ

ในแอมป์โซลิดสเตทส่วนมากหม้อแปลงจะทำหน้าที่ลดแรงดัน แต่ถ้าเป็นแอมป์หลอดส่วนมากจะเป็นการเพิ่ม จากนั้นแรงดันไฟฟ้าเอซีดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังวงจรเรคติฟายเออร์ซึ่งทำหน้าที่แปลงไฟฟ้าเอซีให้เป็นไฟฟ้าดีซี (ไฟฟ้ากระแสตรง) อย่างหยาบ ๆ

ก่อนจะเป็นหน้าที่ของตัวเก็บประจุฟิลเตอร์ซึ่งทำหน้าที่ทำให้ไฟฟ้าดีซีอย่างหยาบ ๆ นั้นมีความราบเรียบ ลดทอนกระแส ripple ที่เป็นลักษณะการกระเพื่อมของไฟฟ้าเอซีที่ยังหลงเหลืออยู่ อาจจะร่วมถึงการกรอง noise ในย่านความถี่สูงทิ้งไปเพื่อให้ไฟฟ้าดีซีนั้นมีความสะอาดเกลี้ยงเกลามากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนั้นคือพื้นฐานของภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ ซึ่งก็ได้ถูกต่อยอดพัฒนาให้กรองสัญญาณรบกวนได้มากขึ้นด้วยเทคนิคหลายรูปแบบ หรือพัฒนาให้จ่ายแรงดันไฟฟ้าได้คงที่ ไม่วูบวาบไปมาตามการดึงกระแสของโหลด ซึ่งก็มีวงจรหลากหลายรูปแบบเช่นกัน ตามแต่วัตถุประสงค์ของการใช้งาน แต่ภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ทั้งหมดจะมีพื้นฐานเหมือนกันดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น

ข้อดีของวงจรภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์คือมันถูกพัฒนามานานมากแล้ว นานจนสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาชิ้นส่วนอุปกรณ์ในวงจรให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นตัวหม้อแปลง ตัวไอโอดเรคติฟาย หรือตัวเก็บประจุฟิลเตอร์ แต่ข้อเสียที่ยังคงอยู่นั่นคือมันมีขนาดค่อนข้างเทอะทะ มีน้ำหนักมาก มีพลังงานสูญเสียในรูปแบบของความร้อนพอสมควรโดยเฉพาะภาคจ่ายที่ต้องจ่ายกระแสมากๆ และที่สำคัญคือต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง

Switching Power Supply พระเอกขี่ม้าขาวหรือจอมมาร ?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงได้มีการคิดค้นวงจรภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า ขนาดเล็กกว่า ที่สำคัญคือด้วยประสิทธิภาพเท่า ๆ กัน มันมีต้นทุนที่ต่ำกว่าวงจรภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ แถมยังรองรับแรงดันไฟบ้านได้ในช่วงกว้างกว่า

ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งจึงเป็นที่นิยมใช้งานวงจรอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่แทบทุกประเภท ที่เห็นเยอะที่สุดและน่าจะเป็นที่รู้จักของทุกคนก็คือ อุปกรณ์ชาร์จเจอร์ของโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไอทีสมัยใหม่ทั้งหลาย รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงสมัยใหม่หลาย ๆ รุ่น

แต่ทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบครับ และด้านลบที่สำคัญของภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งนั่นคือ สัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสวิตช์หรือการสับกระแสไฟ ซึ่งสามารถแพร่ออกไปรบกวนการทำงานของวงจรไฟฟ้าได้ และว่ากันว่ามันส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเสียง หรือคุณภาพภาพ ของอุปกรณ์ audio / video โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งคุณภาพต่ำ

ที่ต้องพูดถึงภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งคุณภาพต่ำก็เพราะว่าปัจจุบันภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งเองก็มีหลากหลายระดับคุณภาพ แบบที่มีคุณภาพสูงใช้งานได้โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องสัญญาณรบกวนแล้วก็มีใช้งานกันพอสมควรแล้วในอุปกรณ์หลาย ๆ รุ่น เช่น เครื่องเล่นตระกูล DS ของ Linn หรือแอมป์ไฮเอ็นด์ของ Devialet เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่แบบคุณภาพต่ำอย่างเดียวนะครับ

อย่างไรก็ดีสำหรับวงการเครื่องเสียงไฮไฟซึ่งเรื่องของประสิทธิภาพมักไม่ใช่ปัญหาใหญ่ถ้าหากว่ามันทำให้เสียงดีกว่า ดังนั้นผู้ออกแบบเครื่องเสียงโดยมากจึงยังคงไว้ใจในภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์มากกว่าภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง

อย่างเช่นใน DAC รุ่นใหม่ของ Mytek รุ่น Liberty DAC ที่ผมได้รับมาทดลองฟังเพื่อมาเขียนรีวิว เขาออกแบบให้มีออปชั่นเป็นช่องเสียบไฟดีซี 12 โวลต์จากภายนอกเข้าไปให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องใช้งานแทนภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งที่อยู่ในตัว

เมื่อเห็นออปชั่นดังกล่าวผมจึงได้สอบถามไปที่ Clef Audio เพื่อขอยืม External Linear Power Supply รุ่น LSD-12 แต่ได้รับข้อมูลมาว่าน่าจะดูเป็นรุ่น LSD-5 ไปเลย เพราะอุปกรณ์ในเครื่องเป็นของเกรดดีและเน้นให้ใช้งานกับเครื่องเสียงมากกว่า และนั่นจึงเป็นที่มาของรีวิวนี้ครับ

Clef Audio LSD-5
Clef Audio LSD-5 ที่ผมยืมมาเพื่อใช้งานกับ Liberty DAC ให้เอาต์พุตไฟฟ้าดีซีแรงดัน 12 โวลต์ จ่ายกระแสได้ 2.5 แอมป์ ที่จริงแล้วเป็นอุปกรณ์เสริมกึ่งสั่งทำ เพราะเราสามารถสั่งเอาต์พุตไฟฟ้าดีซีให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่เราจะนำไปใช้งานได้ แต่ต้องมีพิกัดกำลังไฟฟ้าไม่เกิน 30 วัตต์ โดยประมาณ (ตัวเลขนี้มาจาก 12 โวลต์ คูณด้วย 2.5 แอมป์)

อย่างเช่น อุปกรณ์ของเราใช้แรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์ เราสามารถสั่งให้จ่ายพิกัดกระแสได้ถึง 6 แอมป์ แต่ถ้าหากอุปกรณ์ไฟฟ้าของเราใช้แรงดันไฟฟ้า 18 โวลต์ เราสามารถสั่งให้จ่ายพิกัดกระแสได้ไม่เกิน 1.67 แอมป์ หรือถ้าไม่มั่นใจว่าจะสั่งอย่างไร หรือแบบไหนดี แนะนำให้ปรึกษาทางเคลฟ ออดิโอ ได้เลยครับ

ไฟเอซีขาเข้าเครื่อง LSD-5 เป็นช่อง IEC Inlet แบบ 3 ขามีขั้วกราวด์ สายไฟเอซีที่เขาให้มาด้วยในกล่องใส่เครื่องแม้จะเป็นสายไฟเอซีฉนวนพีวีซีสีดำธรรมดาแต่ก็มีขนาดใหญ่โตดูน่าเกรงขาม

ด้านเอาต์พุตไฟฟ้าดีซีขาออกเป็นขั้วต่อแบบถอดสายได้เช่นกัน มีระบบแหวนล็อคเกลียวแน่นหนา ตัวสายไฟขาออกลงทุนเลือกใช้สายเคเบิ้ลอย่างดีจาก Furutech (SA-22 Balanced Cable) ส่วนขั้วต่อเอาต์พุตนั้นสามารถสั่งทำให้เป็นขั้วต่อแบบที่ใช้งานกับอุปกรณ์ของเราได้เลยครับ พูดง่าย ๆ ว่าสินค้ารุ่นนี้เกือบจะเป็นสินค้าแบบสั่งผลิตหรือ custom made to order ไปแล้วล่ะครับ

สายไฟเอาต์พุตเป็นสายเคเบิ้ลเกรดดีของยี่ห้อ Furutech

สำหรับวงจรข้างในความโดดเด่นอยู่ที่ตัวหม้อแปลงแบบวงแหวนเทอร์รอยด์ขนาดใหญ่ และมีสัญญาณรบกวนต่ำ ตัวเก็บประจุฟิลเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในวงจรล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์คัดเกรด ตัววงจรไม่เพียงกรองกระแสไฟให้เรียบเท่านั้นแต่ยังมีการทำ regulation เพื่อทำให้แรงดันไฟฟ้ามีความนิ่งและมั่นคงด้วย นอกจากนั้นหากสังเกตให้ดีที่ปลายสายไฟขาออกยังมีตัวลดสัญญาณรบกวนเป็นก้อนทรงกระบอกอยู่ที่ปลายสายด้วย

ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียมเกรดดีซึ่งทำหน้าที่เป็นแผงระบายความร้อนให้วงจรไฟฟ้าข้างในไปในตัว ด้านบนตัวเครื่องมีลักษณะเป็นตะแกรงเจาะรูเพื่อระบายความร้อน ทำให้มองเห็นวงจรภายในเครื่องได้บางส่วน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้กับ Mytek Liberty DAC
ครั้งแรกที่นำ LSD-5 ไปใช้กับ Liberty DAC ผมลองฟังด้วยหูฟัง Klipsch Heritage HP-3 โดยเสียบกับตัว DAC โดยตรง เมื่อเทียบกับการเสียบสายไฟเอซีตรงเข้าเครื่อง (ใช้ภาคจ่ายไฟในตัว DAC) มันฟังออกชัดเจนว่าเมื่อใช้ LSD-5 เนื้อเสียงมันมีโฟกัสดีขึ้น คมชัดแต่สงบและนิ่ง

พื้นหลังของเสียงสงัดขึ้น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ยินชัดขึ้นแบบไม่ได้ถูกเน้นขึ้นมา แต่ละจุดอาจจะดีขึ้นไม่ได้เยอะมาก แต่เมื่อรวม ๆ กันแล้วมันทำให้ภาพรวมทั้งหมดของเสียงน่าฟังขึ้นเยอะมากครับ

ลองใช้งานกับ Mytek Liberty DAC

จากนั้นผมได้ยก Liberty DAC ไปเข้าในเครื่องเสียงชุดหลักเพื่อลองฟังอย่างละเอียด ส่วนตัวผมว่าตอนที่ Liberty DAC ใช้ภาคจ่ายไฟในตัวซึ่งจัดว่าเป็นภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งในกลุ่มเกรดดี เพราะสุ้มเสียงก็ไม่ได้ฟังแย่อะไรนะครับ ถ้าฟังแบบไม่ได้มาพินิจพิจารณาอะไรกันมากมาย มันถ่ายทอดเสียงที่มีรายละเอียดเสียง ความชัดเจน ตลอดจนมิตงมิติเสียงและการแยกแยะชิ้นดนตรีต่าง ๆ ถือว่าทำได้เกินราคาเลยทีเดียว

แต่เมื่อเปลี่ยนไปใช้ LSD-5 เสียงทั้งหมด เหมือนเบ่งบานขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะเดียวกันแต่ละเสียงยังมีความคมชัด (โฟกัส) ดีขึ้นมากด้วยครับ ด้านฮาร์มอนิกของเสียงก็ดีขึ้นตลอดทั้งย่านความถี่ซึ่งเป็นจุดเด่นที่หาได้ไม่ง่ายนักในอุปกรณ์เสริมทั่วไป แม้แต่ที่มีราคาแพงกว่านี้ก็ตาม

ตัวอย่างเช่นในเพลง “Come Away With Me” ของ Norah Jones (TIDAL Master, MQA) ผมได้ยินว่าเมื่อใช้ LSD-5 เสียงเบสมันอิ่มกว่าเดิมและทิ้งตัวมากขึ้น เสียงร้องมีลูกคอเจื้อยแจ้ว หวานกังวานใสกว่าเดิม เสียงเปียโนยิ่งชัดกว่าหางเสียง (sustain) มันฟังดูมีน้ำมีนวล มีความฉ่ำชื้นน่าฟังมากขึ้น การให้น้ำหนักอ่อน-แก่ของเสียงทำได้ละเอียดละออกว่ากันมาก

หากอ่านแล้วสงสัยว่า… มันแตกต่างกันชนิดสีดำเป็นสีขาวเลยหรือไม่ ? ไม่ถึงขนาดนั้นครับแต่ฟังออกและรับรู้ได้แน่นอน ยิ่งฟังจะยิ่งเพลินหูมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาของเพลงที่ดำเนินไป เสียงกีตาร์โซโลในเพลง “Come Away With Me” ช่วงนาที 1:50-2:30 ยิ่งฟังแตกต่างชัดเจนในความพลิ้วหวาน แตกต่างกันราวกับว่าใช้กีตาร์คนละตัวเลยล่ะครับ !

มันเปรียบเหมือนแต่เดิม (ใช้ภาคจ่ายไฟในตัว Liberty DAC เอง) ผมมองเห็นดอกกุหลาบดอกตูมที่ยังคลี่บานออกไม่เต็มที่ มันเป็นดอกไม้ที่สวยแต่รายละเอียดของกลีบดอกยังซ้อนทับกันอยู่ ยิ่งเร่งให้มันดังขึ้นก็เหมือนเราเอาแสงสว่างส่องไป มันก็ยิ่งเกิดเงาซ้อนทับกันมากขึ้น มองไม่เห็นความสวยงามที่แม้จริงของดนตรี

แต่พอใช้ LSD-5 มันเหมือนเราปล่อยให้ดอกมันได้บานเต็มที่ รายละเอียดของแต่ละกลีบดอกก็ผุดขึ้นมาให้เห็นโดยไม่ต้องพึ่งการส่องสว่างของแสงมากมาย

เมื่อฟังตอนใช้ LSD-5 แล้วย้อนกลับไปฟังตอนที่ไม่ได้ใช้ สิ่งแรกที่รับรู้คือ ผมรู้สึกไม่พอใจมันเท่าตอนที่ฟังครั้งแรก เพราะเสียงที่ได้ยินจากตอนที่ใช้ LSD-5 มันยังค้างคาอยู่ในโสตประสาท มันเป็นเมมมอรี่ที่ถูกบันทึกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เสียงในย่านความถี่กลางและสูง เช่นพวกเสียงแส้ที่มือกลองวนไล้หรือสบัดไปบนใบฉาบ ตอนนี้ ยิ่งฟังวูบไหวมากขึ้น เส้นเสียงขาดความกระจ่าง ด้านทุ้มฟังดูเขม็งตึงและฟังดูยังไม่ค่อยเป็นอิสระเหมือนตอนที่ใช้ LSD-5

รายละเอียดเหล่านี้เช่นเดียวกับที่ได้ยินจากเพลง “Killing Me Softly with His Song” จากอัลบั้ม Killing Me Softly ของ Roberta Flack การใช้ LSD-5 ทำให้เนื้อเสียงร้องมีความชุ่มฉ่ำน่าฟังมากขึ้น เป็นการขับร้องที่มีจิตวิญญาณและอารมณ์ร่วมมากขึ้น มันทำให้ Liberty DAC ขยับจากคำว่า เสียงดี “good sound” ไปถึงคำว่า เป็นดนตรี “musical”

ออกแบบและผลิตในประเทศไทย

ตอนใช้งาน LSD-5 ผมพยายามจับผิดว่าอิมแพ็คหรือความคมชัดของหัวเสียงมันถูกลดทอนความคมชัดไปบ้างหรือไม่ เพราะภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์บางตัวที่ผมเคยลองใช้มาจะมีปัญหานี้อยู่ แต่กับ LSD-5 มันทำให้ผมไร้ข้อกังวลนี้โดยสิ้นเชิงครับ อย่างน้อยก็เมื่อใช้กับ DAC ของ Mytek รุ่นนี้

ผลลัพธ์เมื่อเมื่อเทียบกับการอัปเกรดสายไฟเอซี
ระหว่างลองใช้งาน LSD-5 กับ Liberty DAC ผมก็มีความคิดขึ้นมาว่า แล้วถ้าเราไม่อัปเกรดโดยการเพิ่ม External Linear Power Supply แต่ไปอัปเกรดด้วยการเปลี่ยนสายไฟเอซีแทนล่ะ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ?

ผมเลือกอัปเกรดสายไฟให้ Liberty DAC โดยใช้สายไฟเอซี Wyrewizard รุ่น Magus ราคาเส้นละแปดพันกว่าบาท แพงกว่า LSD-5 ทั้งเครื่อง แล้วลองฟังเปรียบเทียบพบว่า การเปลี่ยนแต่สายไฟเอซีเป็น Wyrewizard Magus จะช่วยเรื่องความสะอาดของเสียง และการแยกเสียงที่คลุมเครือซ้อนทับกัน แต่ในภาพรวมมันไม่ได้ความน่าฟังเหมือนกับตอนที่ใช้ LSD-5

เมื่อฟังเพลงร็อคที่มีดนตรีมากชิ้นสักหน่อย อาการที่ฟังไปนาน ๆ แล้วรู้สึกว่าร้อนที่ใบหูยังมีปรากฏอยู่บ้าง ในขณะที่ตอนใช้ LSD-5 ผมฟังเพลงได้นานโดยไม่มีความรู้สึกดังกล่าวเลย

จากที่ได้ลองผมแนะนำว่า หากจะอัปเกรดสายไฟเอซี ให้ลงทุนเปลี่ยนสายไฟที่ LSD-5 เลยจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า เพราะมันจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จาก LSD-5 กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก คราวนี้จะได้เรื่องเวทีเสียงที่เปิดโล่งกว้างขึ้นทั้งด้านกว้างและด้านลึก เนื้อเสียงมีความสะอาดเกลี้ยงเกลามากขึ้น การรับรู้ถึงมิติและตัวตนของชิ้นดนตรีชัดเจนมากขึ้นไปอีก

กับเพลงที่มีชิ้นดนตรีมากขึ้นอย่าง “Hotel California” (TIDAL MQA) ของวง Eagles ความแตกต่างของการใช้กับไม่ใช้ LSD-5 ดูเหมือนจะถูกขยายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออัปเกรดสายไฟให้ LSD-5 เพราะนอกจากจะช่วยให้เวทีเสียงดูมีอิสระมากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดอาการเซ็งแซ่เล็ก ๆ เวลาดนตรีจำนวนหลายชิ้นเล่นพร้อมกัน ให้ฟังดูเป็นระเบียบเข้าที่เข้าทางมากขึ้นด้วยครับ

การอัปเกรดที่คุ้มค่า
เท่าที่ได้ลองกับหูของตัวเองมาทั้งหมด มันทำให้ผมมั่นใจที่จะบอกเจ้าของ Mytek Liberty DAC ทุกคนว่า หลังจากที่คุณเป็นเจ้าของ DAC ตัวนี้แล้ว หากจะวางแผนเตรียมงบสำหรับการอัปเกรดนอกจากการเปลี่ยนสาย USB ที่แถมมาเป็นสาย USB เกรดเครื่องเสียงแล้ว สิ่งแรกที่ไม่ควรลืมคือเผื่องบไว้สำหรับ LSD-5 ด้วย

ไม่เพียง DAC รุ่นนี้เท่านั้น ผมยังเล็งเห็นว่า LSD-5 น่าจะ “ให้คุณ” กับ DAC ขนาดย่อมหรือแม้แต่เครื่องเล่นไฟล์สมัยใหม่อีกหลายรุ่นได้ด้วย หากอุปกรณ์เหล่านั้นถูกออกแบบให้รับไฟฟ้าดีซีจากภาคจ่ายไฟแยกชิ้นภายนอก ทว่าภาคจ่ายไฟที่ติดตัวมานั้นยังเป็นแบบสวิตชิ่งหรือแม้แต่แบบลิเนียร์ที่คุณภาพยังไม่ดีพอ การลงทุนกับ Clef Audio LSD-5 ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนอัปเกรดเพิ่มคุณภาพเสียงที่ประหยัดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุดแล้วล่ะครับ


ผลิตและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท เคลฟ ออดิโอ จำกัด
โทร. 0-2932-5981
ราคา 4,500 บาท

มนตรี คงมหาพฤกษ์

ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ AV Tech Guide อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารและออนไลน์ GM2000 Magazine จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจเครื่องเสียงทั้งระบบอะนาล็อกและดิจิทัล ใช้งานสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง macOS และ Windows หลงใหลเทคโนโลยีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กำลังเห่อระบบบันทึกเสียงและไมโครโฟนแบบมืออาชีพ