PR NEWS

HPE ขยายเครือข่าย Self-Driving ครอบคลุม Edge, Campus, Data Center และ AI Factory

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – HPE Discover Las Vegas 2026 – 17 มิถุนายน 2569 – HPE (NYSE: HPE) ประกาศขยายกลยุทธ์เครือข่ายแบบ Self-Driving ครอบคลุมทั้ง AI Factory, Data Center และระบบ Enterprise Edge ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมด้านเครือข่าย AI Data Center, ระบบ Routing, Agentic AIOps

และนวัตกรรมความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีการกระจายการประมวลผลที่มากขึ้นของ AI

นวัตกรรมที่เปิดตัวในวันนี้ช่วยยกระดับบทบาทของเครือข่ายให้เป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ Agentic Enterprise ของ HPE โดยเครือข่ายแบบ Self-Driving จะนำระบบอัตโนมัติอัจฉริยะเข้ามาช่วยลดความซับซ้อนของการดำเนินงาน ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น และรองรับการทำงานของระบบ IT แบบอัตโนมัติขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพาการแทรกแซงจากมนุษย์ ความสามารถใหม่ประกอบด้วย

การรองรับสวิตช์แบบมีสาย HPE Networking CX บนแพลตฟอร์ม HPE Mist, การขยายขีดความสามารถด้านข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบ Self-Healing ของ HPE Marvis ใน HPE Aruba Central รวมถึงฟีเจอร์สำหรับ AI Data Center ที่ใช้การวางแผนเชิงตรรกะแบบ Agentic เพื่อเร่งการวิเคราะห์สาเหตุและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในส่วนของการขยายขีดความสามารถด้านเครือข่าย AI ทาง HPE ได้เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอเครือข่ายสำหรับ AI ด้วยHPE Juniper Networking QFX Switches รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รองรับงาน Inferencing และสถาปัตยกรรมแบบ Scale-up ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการผสานการทำงานที่ลึกยิ่งขึ้นของระบบ Data Center Switching และการดำเนินงานของ HPE Juniper Networking เข้ากับ HPE AI Factory แบบ Validated Design

นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม SASE แบบ AI-Native รุ่นรวมศูนย์ใหม่นี้ ยังช่วยลดความซับซ้อนของการรวมเครือข่ายและความปลอดภัยให้รวมอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน พร้อมเร่งการนำแนวทาง Zero Trust มาใช้ เพื่อยกระดับการปกป้องผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รามิ ราฮิม รองประธานบริหาร, ประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Networking ของ HPE กล่าวว่า“ความสำเร็จของ Agentic AI ในองค์กรขึ้นอยู่กับรากฐานเครือข่ายยุคใหม่ที่ออกแบบมารองรับเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ โดยที่ประสิทธิภาพ ความเสถียร และความชาญฉลาดของเครือข่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิผลของสถาปัตยกรรม AI ทั้งหมด HPE พร้อมส่งมอบรากฐานดังกล่าว เพื่อให้องค์กรสามารถนำ Agentic AI ไปใช้งานได้ด้วยการควบคุมที่ดี มั่นใจ ปลอดภัย และดำเนินงานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

โซลูชัน HPE AI Data Center Solution ได้ขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมด้านเครือข่ายมากยิ่งขึ้น โดยผสานการทำงานของสวิตช์ HPE Juniper Networking QFX ที่บริหารจัดการผ่าน HPE Networking Data Center Director

ความสามารถใหม่นี้ช่วยต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจรของ HPE ที่มีอยู่เดิม เสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการประมวลผล เครือข่าย พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์และบริการ ช่วยเร่งการติดตั้งใช้งาน AI Data Center เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน ส่งมอบรากฐานเครือข่ายที่ปรับขนาดได้ พร้อมใช้งานจริง และคาดการณ์ประสิทธิภาพได้

นวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดด้านการฝึกสอนและการประมวลผล AI ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น พร้อมช่วยให้องค์กรสามารถขยายแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น AMD Helios จากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในพอร์ตโฟลิโอกลุ่มเครือข่ายสำหรับ AI ของ HPE ยังรวมถึง

• HPE Juniper Networking QFX5140 Switch: ออกแบบมาสำหรับคลัสเตอร์งาน Inferencing และการใช้งาน AI ที่เอดจ์ โดยให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายขนาดที่ตอบโจทย์ตลาด Inferencing ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน HPE AI Data Center Solution ไปสู่เอดจ์

• HPE Juniper Networking QFX5252 Switch tray สำหรับ AMD Helios: โมดูลสำหรับการขยายระบบของแพลตฟอร์ม AI แบบ Rack-Scale อย่าง AMD Helios เพื่อการสลับข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำและแบนด์วิดท์สูง เพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่

นวัตกรรมด้าน Switching ตัวใหม่ของ HPE ช่วยให้ GPU ใช้เวลาในการประมวลผลเวิร์กโหลดได้มากขึ้น และลดเวลารอเครือข่ายลง ซึ่งช่วยขจัดปัญหาคอขวดในการใช้งาน AI พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO)นอกจากนี้ยังช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำของ HPE ในการส่งมอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

HPE ยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์ Agentic Enterprise อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายขับแบบ Self-Driving แบบรวมศูนย์ โดยผสานรวมการทำงานของแพลตฟอร์ม HPE Aruba Central และ HPE Mist AI เข้าด้วยกัน ผ่านความสามารถด้าน Agentic ด้วยฮาร์ดแวร์มาตรฐานเดียวกัน และการดำเนินงานแบบ AI-Native ที่สอดคล้องกันทั่วทั้งระบบ การผสานรวมแพลตฟอร์มครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ ‘Cross-pollination’ ของ HPE ในการรวมพอร์ตโฟลิโอ HPE Aruba Networking และ HPE Juniper Networking เข้าด้วยกัน โดยความสามารถ AI สำหรับเครือข่ายใหม่ในพอรืตโฟลิโอ HPE ประกอบด้วย

• การผสานรวมพอร์ตโฟลิโอ HPE Networking CX switching เข้ากับ HPE Mist ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าHPE Networking CX ในแพลตฟอร์ม Agentic AIOps พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายแบบมีสายขั้นสูง เช่น AI-native Visibility, Zero-Touch Provisioning, Wired Assurance สำหรับการเข้าถึงเลเยอร์ 2, Dynamic PCAP, Service Level Insights และการดำเนินการอัตโนมัติด้วย AI จาก HPE Marvis

• การนำความสามารถ self-driving ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ HPE Marvis ใน HPE Aruba Central ครอบคลุมการดำเนินการที่เชื่อถือได้ เช่น การแก้ไขปัญหาพอร์ตแบบมีสาย เพื่อขยายการทำงานแบบอัตโนมัติให้ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอเครือข่ายของ HPE มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ HPE ยังได้ขยายการดำเนินงาน Data Center ภายในแพลตฟอร์ม HPE Mist โดยต่อยอดจากความสามารถเครือข่ายData Center แบบ Self-driving ที่มีอยู่เดิม เช่น การดำเนินการเชิงรุกของ HPE Marvis Actions และ Minis โดย HPE พร้อมเพิ่มความสามารถใหม่ดังต่อไปนี้

• การบำรุงรักษาในเชิงรุกโดย Predictive Analytics: มีการใช้ใช้ AI และ Machine Learning (AI/ML) ในการคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบและอุปกรณ์ออปติกได้ล่วงหน้าก่อนเกิดขึ้นจริงด้วยความเชื่อมั่นสูง พร้อมการแสดงภาพแบบหลายมิติอัจฉริยะ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของเครือข่าย และเพิ่มความทนทานของแอปพลิเคชัน (Application Resiliency) ที่สูงยิ่งขึ้น

• ระบบอัตโนมัติที่มีการวางแผนเชิงตรรกะขั้นสูง (Advanced Reasoning Agent) เพื่อการแก้ไขปัญหาที่มีความแม่นยำสูง: ใช้ Agentic AI ในการวางแผนเชิงตรรกะอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติครอบคลุมสตรีมข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงกรณี TAC หลายล้านรายการ และฐานข้อมูลกราฟตามบริบทจาก HPE Networking Data Center Director เพื่อให้ได้การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (RCA) อย่างแม่นยำ และการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริงในเครือข่ายศูนย์ Data Center

ต่อยอดจากความสำเร็จในการผสานรวมซอฟต์แวร์ HPE OpsRamp และ HPE Morpheus ล่าสุด HPE Networking เดินหน้าขยาย Infrastructure Stack แบบรวมศูนย์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานแบบไร้รอยต่อข้ามโดเมน ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมการประมวลผลและไฮบริดคลาวด์ การขยายครั้งนี้ช่วยเร่งเส้นทางการพัฒนาไปสู่ Self-driving Data Center ด้วยการเชื่อมต่อการดำเนินงานที่แยกส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อความคล่องตัว พร้อมประกาศดังต่อไปนี้

• HPE Mist Networking Data Center Assurance ได้ผสานรวมเข้ากับ HPE Compute Ops Management ช่วยลดความซ้ำซ้อนของเครื่องมือ การมองเห็นและข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามโดเมน และรองรับการขยายระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยทีมงานเดิม

• HPE Mist Networking Data Center Assurance ได้ผสานรวมเข้ากับ GreenLake เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานแบบรวมศูนย์ข้ามโดเมน พร้อมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้การจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ง่ายขึ้น

HPE ยังได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์ม Unified SASE ใหม่ ที่พัฒนาบน HPE Networking EdgeConnect และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไฟร์วอลล์ขั้นสูง โดยรวมความสามารถของ SD-WAN และระบบความปลอดภัยแบบคลาวด์ไว้ในคอนโซลการจัดการเดียวแบบ AI-native

ในขณะที่ AI ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงด้วยการเร่งการนำแนวคิด Zero Trust มาใช้งาน และทำให้การดำเนินงานง่ายขึ้น แนวทางแบบรวมศูนย์ของ HPE นี้ยังช่วยปกป้องเครือข่ายแบบ Self-driving โดยทำให้มั่นใจว่าเฉพาะผู้ใช้และอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งซ่อนทรัพยากรเหล่านั้นจากผู้ไม่หวังดี ประโยชน์สำคัญประกอบด้วย:

• การผสานรวม SD-WAN และ SSE: รวมความสามารถของ SD-WAN และ Security Service Edge (SSE) ไว้ในคอนโซลเดียว เพื่อให้การจัดการง่ายขึ้นและบังคับใช้นโยบายได้อย่างสม่ำเสมอ

• เร่งการนำ Zero Trust มาใช้งาน: ตัวเชื่อมต่อ SSE แบบฝังในตัวช่วยให้ใช้งาน Zero Trust ได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องติดตั้ง ZTNA connectors หรือโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม พร้อม Secure Web Gateway (SWG) tunnel แบบเฉพาะ ที่ขยายการป้องกันภัยคุกคามจากเว็บไปยังทุกอุปกรณ์ รวมถึงอุปกรณ์ IoT

• รากฐานสำหรับ Sovereign SASE: การทำงานร่วมกันของ SSE connector และ Private Edge ช่วยให้ทราฟฟิกอยู่ภายในขอบเขตขององค์กร โดยไม่ต้องวนทราฟฟิกกลับผ่าน cloud SSE PoPs

• การดำเนินงานแบบ AI-native: เร่งการแก้ไขปัญหาและตรวจจับช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ผ่านการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติและการวิเคราะห์อัจฉริยะด้วย SASE Copilot

HPE Financial Services เปิดตัว Network Migration Program เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เครือข่ายที่รองรับ AI ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่ามากขึ้นและความเสี่ยงที่ลดลง โดยโปรแกรมนี้ผสานโซลูชันทางการเงินสำหรับฮาร์ดแวร์ในรูปแบบ better-than-cash การจัดหาเงินทุนสำหรับซอฟต์แวร์ที่อัตราดอกเบี้ย 0% และโปรแกรมจัดการสินทรัพย์ IT ใหม่ ที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าจากอุปกรณ์เดิมเพื่อนำไปต่อยอดนวัตกรรม

กองบรรณาธิการ AV Tech Guide

สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ไอทีมัลติมีเดีย ตลอดจนสินค้านวัตกรรมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพ