เสียวหมี่เผยโฉมนวัตกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายใต้แนวคิด“Human x Car x Home” ในงาน MWC 2026
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 2 มีนาคม 2569 — เสียวหมี่ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก กลับมาอีกครั้งในงาน MWC 2026 เพื่อตอกย้ำศักยภาพของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human x Car x Home” ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเน้นย้ำถึงการบูรณาการ AI เข้ากับสถานการณ์จริงในวงกว้าง
ด้วยระบบนิเวศนี้ เสียวหมี่ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากนวัตกรรมเชิงแนวคิดไปสู่การใช้งานจริง นำ AI ก้าวข้ามขอบเขตของอินเทอร์เฟซดิจิทัลและเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน
มร. แองกัส (Angus Ng ) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของเสียวหมี่อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “สำหรับเสียวหมี่ เราออกแบบ AI มาเพื่อรับใช้ผู้คนในชีวิตจริง ด้วยระบบนิเวศอัจฉริยะ Human x Car × Home ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เรากำลังขยายขอบเขตความชาญฉลาดออกไปนอกหน้าจอและเข้าสู่ชีวิตประจำวัน
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเสียวหมี่ ในการนำ AI เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเทคโนโลยีจะใช้งานง่ายขึ้น เชื่อมต่อกันมากขึ้น และผสานรวมเข้ากับวิถีชีวิต การเคลื่อนไหว และการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนได้อย่างราบรื่น”
ภายในงาน MWC 2026 เสียวหมี่ได้นำเสนอพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ถ่ายทอดระบบนิเวศดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง โดยมี Xiaomi 17 Series และ Leica Leitzphone powered by Xiaomi เป็นไฮไลท์หลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างลึกซึ้งระหว่าง Leica ทั้งด้านการถ่ายภาพและงานออกแบบ
ระบบนิเวศนี้ยังได้รับการขยายเพิ่มเติมผ่านอุปกรณ์ AIoT รุ่นล่าสุดของเสียวหมี่ที่รวม Xiaomi Electric Scooter 6 Series และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะภายในบ้าน Mijia ที่ครบทุกหมวดหมู่ ทั้งนี้ในด้านการคมนาคม เสียวหมี่ก็ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในระบบขนส่งอัจฉริยะ ผ่าน Xiaomi SU7 Ultra ควบคู่ไปกับ Xiaomi Vision GT ที่สะท้อนวิสัยทัศน์แนวคิดยานยนต์แห่งอนาคต
![]()
ก้าวแรกของ AI: จากหน้าจอสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ภายในงาน MWC เสียวหมี่ได้เผยความก้าวหน้าล่าสุดด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนา AI จากผู้ช่วยดิจิทัลสู่ความอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงฟีเจอร์แยกส่วนหรือการโต้ตอบบนหน้าจอเท่านั้น เสียวหมี่กำลังเร่งผสาน AI เข้ากับสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง ภายใต้ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human x Car x Home” เพื่อนำความอัจฉริยะให้เข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น
หมุดหมายสำคัญของเส้นทางนี้คือ Xiaomi Miloco (Xiaomi Local Copilot) ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในด้านระบบอัจฉริยะสำหรับการใช้ชีวิตอัจฉริยะ และเป็นการใช้งานจริงครั้งแรกของโมเดลพื้นฐานที่เสียวหมี่พัฒนาขึ้นเองอย่าง Xiaomi MiMo
ในฐานะที่เป็นการสำรวจครั้งแรกในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับระบบอัจฉริยะแบบครบวงจรที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลขนาดใหญ่ Xiaomi Miloco แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากฟังก์ชันอัจฉริยะระดับอุปกรณ์ไปสู่ระบบอัจฉริยะระดับระบบทั่วทั้งบ้าน
Xiaomi Miloco ผสานความสามารถด้านการให้เหตุผลของโมเดลขนาดใหญ่ขั้นสูงเข้ากับการรับรู้แบบ multimodal และการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้อุปกรณ์สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อบริบทในความเป็นจริงได้อย่างชาญฉลาด ผ่านการมองเห็นและระบบอัจฉริยะแบบ multimodal
สถาปัตยกรรมการทำงานร่วมกันระหว่างเอดจ์คลาวด์ของ Miloco รองรับการประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น ช่วยเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนไว้ภายในเครื่อง เพื่อรับประกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
ด้วยการเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน Xiaomi Miloco สามารถปรับแสงสว่างโดยอัตโนมัติตามกิจกรรม เช่น การดูทีวี การอ่านหนังสือ หรือการใช้งานสมาร์ทโฟน รวมถึงตรวจจับความสะอาดภายในบ้านเชิงรุกและสั่งการให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเริ่มทำความสะอาดได้ทันที
และระบบยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารแบบไดนามิก โดยอาศัยการรับรู้สถานะการนอนหลับและระดับความสบาย ผู้ใช้ยังสามารถโต้ตอบกับระบบผ่านการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้สามารถสั่งงานสมาร์ทโฮมที่ซับซ้อนและสร้างระบบอัตโนมัติผ่านการให้เหตุผลของ AI แทนการตั้งค่ากฎแบบแมนนวล
นอกเหนือจากการตอบสนองในระดับอุปกรณ์เดี่ยว Xiaomi Miloco ยังยกระดับความสามารถไปสู่ระบบอัจฉริยะที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างช่ำชอง โดยสามารถตีความบริบททางอารมณ์เพื่อเลือกเปิดเพลงที่เหมาะสมผ่านลำโพงอัจฉริยะ ประสานสีสันของแสงไฟทั่วทั้งบ้านให้สอดคล้องกับอารมณ์หรือฉากต่าง ๆ และแม้กระทั่งปรับแสงบรรยากาศให้เข้ากับองค์ประกอบทางสายตาในสภาพแวดล้อม
เช่น สีของดอกไม้ภายในห้อง ความสามารถเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐาน จากระบบอัตโนมัติที่อาศัยกฎตายตัว ไปสู่ระบบ AI เชิงสนทนาและเชิงรุก เปลี่ยนบ้านอัจฉริยะจากเพียงกลุ่มของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกัน ให้กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมแทนที่จะเป็นแค่กลุ่มของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกัน
นอกเหนือจากระบบภายในบ้านแล้ว เสียวหมี่ยังคงขยายขอบเขตระบบนิเวศ HyperAI อย่างต่อเนื่อง ด้วยการผสานความสามารถด้าน AI เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อบนสมาร์ทโฟน ยานยนต์ และอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ด้วยความร่วมมือกับ Google Gemini ทำให้ Xiaomi HyperAI มอบระบบอัจฉริยะในระดับระบบที่ทำงานสอดคล้องกันในทุกอุปกรณ์ แทนที่จะเป็นความสามารถแบบแยกส่วนในระดับแอปพลิเคชัน
เลเยอร์ AI นี้ช่วยยกระดับการโต้ตอบให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอัจฉริยะ และรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างลื่นไหล พร้อมทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของประสบการณ์อัจฉริยะบนหลากหลายอุปกรณ์ของเสียวหมี่
ทั้งนี้เสียวหมี่ยังได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบใหม่ของการโต้ตอบกับ AI ผ่านการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่ล้ำสมัย ร่วมด้วย Dynamic Back Display บน Xiaomi 17 Pro และ Xiaomi 17 Pro Max รุ่นล่าสุด หน้าจอด้านหลังได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งาน AI ที่ใช้งานง่ายและแสดงออกได้ดียิ่งขึ้น รองรับการแสดงผลแบบปรับแต่งเฉพาะบุคคล การพรีวิวภาพถ่ายเซลฟีคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์ที่ถ่ายด้วยกล้องหลัก
รวมถึงประสบการณ์การเล่นเกมบนแผงด้านหลังที่สมจริงยิ่งขึ้น ด้วยการขยายขอบเขตของการโต้ตอบกับ AI ให้ก้าวข้ามหน้าจอด้านหน้า เสียวหมี่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของการที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับระบบอัจฉริยะบนอุปกรณ์ของตน
![]()
Xiaomi Vision Gran Turismo เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการ
Xiaomi Vision Gran Turismo รถไฟฟ้าไฮเปอร์คาร์ต้นแบบสุดล้ำสมัย เปิดตัวครั้งแรกที่งาน MWC ณ บูธของเสียวหมี่ รถคันนี้สร้างขึ้นสำหรับแฟรนไชส์เกม Gran Turismo อันโด่งดัง ตามคำเชิญของ Kazunori Yamauchi ผู้สร้างซีรีส์เกมชื่อดัง และสะท้อนถึงการสำรวจแนวคิดการออกแบบไฮเปอร์คาร์แห่งอนาคตของเสียวหมี่
ภายในบูธผู้เข้าชมสามารถชมรายละเอียดต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องโดยสารรูปทรงหยดน้ำ ช่องระบายอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ ระบบควบคุมกระแสลมแบบแอคทีฟ (Active Wake Control System) และไฟท้ายรูปทรงวงแหวนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบ “Sculpted by the Wind” ของแบรนด์
นอกจากนี้ ภายในยังออกแบบให้เป็น “Sofa Racer” ที่ผสานสถาปัตยกรรมแบบ Continuous Loop เข้ากับฟีเจอร์อัจฉริยะอย่าง Xiaomi Pulse เพื่อมอบประสบการณ์ของการขับขี่ที่เร้าใจแต่ผ่อนคลาย เสมือน การแข่งรถบนโซฟา พร้อมเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์เข้ากับระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ของ Xiaomi
เสียวหมี่ผนึกกำลัง Leica นิยามประสบการณ์การถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนครั้งใหม่
เสียวหมี่เดินหน้าการสำรวจและพัฒนาด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนมาอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในการมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ประณีตและยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง นับตั้งแต่การเริ่มต้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Leica ในปี 2022 เสียวหมี่ได้ยกระดับความร่วมมือกับผู้ผลิตกล้องระดับตำนานอย่างต่อเนื่อง
และในปี 2025 ทั้งสองบริษัทได้ประกาศการยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพในระดับโลก จากกรอบความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง สู่โมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่ Strategic Co-Creation Model การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้สะท้อนถึงก้าวที่ชัดเจนในการร่วมกันนิยามอนาคตของการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟน ผ่านความร่วมมือเชิงลึกตั้งแต่ต้นจนจบ
![]()
ภายในงาน MWC เสียวหมี่ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Xiaomi 17 Ultra สำหรับตลาดโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ อุปกรณ์รุ่นนี้มาพร้อมระบบออปติกรุ่นใหม่ล่าสุด ประกอบไปด้วยเซนเซอร์กล้องหลักขนาด 1 นิ้วแบบ LOFIC ที่พัฒนาขึ้นใหม่ และเลนส์เทเลโฟโตซูมแบบออปติกรุ่นแรกของอุตสาหกรรมบนสมาร์ทโฟนที่ได้รับการรับรอง Leica APO
สำหรับการถ่ายภาพบนมือถือ นวัตกรรมดังกล่าวช่วยยกระดับประสิทธิภาพการถ่ายภาพในที่แสงน้อย ความแม่นยำของรายละเอียดในฉากที่มีคอนทราสต์สูง และสมรรถนะของการถ่ายภาพระยะไกลได้อย่างก้าวกระโดด
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่นำมาจัดแสดงคือสมาร์ทโฟน Leica Leitzphone powered by Xiaomi ซึ่งสะท้อนถึงระดับความร่วมมือที่ก้าวล้ำที่สุดระหว่างทั้งสองแบรนด์ในปัจจุบัน อุปกรณ์รุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยความร่วมมือโดยตรงกับทีมออกแบบของ Leica
และได้รับแรงบันดาลใจจากกล้องระดับตำนานอย่างซีรีส์ Leica M แผงด้านหลังแบบทูโทนผสานผิวสัมผัสลวดลายหนังเข้ากับพื้นผิวแบบด้าน ช่วยเพิ่มการยึดจับที่มั่นคง พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์งานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้องอย่างชัดเจนและโดดเด่น
เสริมศักยภาพสู่ยุคใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วโลก
เสียวหมี่ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมรุ่นต่าง ๆ แบบครบวงจรสู่เวทีโลกอีกด้วย ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจสมาร์ทไลฟ์สู่ตลาดนานาชาติ ภายใต้กลยุทธ์ “Human × Car × Home” เสียวหมี่ได้เร่งขยายการทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระดับโลก
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า โดยยกระดับอุปกรณ์เหล่านี้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นศูนย์กลางความอัจฉริยะที่สามารถเข้าใจ ปรับตัว และรองรับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่วางจำหน่ายแล้วใน 4 ภูมิภาคหลัก และ 14ประเทศทั่วโลก ช่วยให้ผู้ใช้งานจำนวนมากได้รับประสบการณ์การเข้าถึงระบบนิเวศสมาร์ทไลฟ์ที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการประสานการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่าน AI อย่างชาญฉลาด
โดยเสียวหมี่สามารถมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบรวมศูนย์ที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ช่วยยกระดับความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และความง่ายในการใช้งานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดทั่วโลก
การสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความยั่งยืนถือเป็นพันธกิจสำคัญและต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ “Human × Car × Home” ของเสียวหมี่ นอกเหนือจากนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์แล้ว เสียวหมี่ยังขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านการผลิตอัจฉริยะอย่างจริงจัง การเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการของเฟสแรกของโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่ในเมืองอู่ฮั่น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยนับเป็นฐานการผลิตอัจฉริยะขนาดใหญ่แห่งที่สามของเสียวหมี่ต่อจากโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนและโรงงานยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่
เมื่อผสานการทำงานร่วมกัน ฐานการผลิตทั้งสามแห่งนี้ก่อให้เกิดระบบการผลิตแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งสมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะภายในบ้าน และยานยนต์อัจฉริยะ โดยขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และ AI
ระบบการผลิตอัจฉริยะเหล่านี้ช่วยเสริมศักยภาพให้ เสียวหมี่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดของเสีย และลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ความก้าวหน้าของเสียวหมี่ยังได้รับการยอมรับในระดับโลก
โดยมีการปรับเพิ่มอันดับ MSCI ESG Rating เป็นระดับ “A” รวมถึงได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Forbes China ESG 50 ประจำปี 2025 และ World’s Best Employers ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เสียวหมี่ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบและความยั่งยืนในระยะยาว