Site icon AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

“บาลานซ์แท้คืออะไร” ทำไมเครื่องเสียงไฮเอนด์ถึงนิยมเลือกใช้

What is fully balanced audio and why it derived from studio to high-end audio

หากเพิ่งเริ่มสนใจเครื่องเสียงไฮไฟ เราอาจคุ้นเคยกับคำว่าขั้วต่อสัญญาณแบบอันบาลานซ์ (บางทีก็เรียก ซิงเกิ้ลเอนด์) ซึ่งส่วนมากจะเป็นขั้วต่อแบบ RCA ขณะเดียวกันก็มีคำว่าขั้วต่อสัญญาณแบบบาลานซ์ซึ่งส่วนมากจะเป็นขั้วต่อแบบ XLR บางครั้งในอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่ก็อาจจะเป็นขั้วต่อแบบโฟนแจ็ค 2.5mm หรือ 4.4mm (pentaconn)

สำหรับเครื่องเสียงไฮไฟโดยเฉพาะในระดับไฮเอนด์หลาย ๆ รุ่น มีอยู่คำหนึ่งที่มักจะพบเจอในสเปคฯ ของมันนั่นคือ คำว่า “Truly Balanced” หรือ “Fully Balanced” ซึ่งความหมายในภาษาไทยเราบ่อยครั้งก็มักใช้คำว่า “บาลานซ์แท้” นั่นเอง

บาลานซ์และอันบาลานซ์
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่า “บาลานซ์” ในที่นี้มิได้หมายถึงเรื่องของปรับปุ่ม balance บนหน้าปัดเครื่องเสียงหรือการปรับสมดุลเสียงสเตริโอข้างซ้ายและขวา

แต่บาลานซ์ในที่นี้คือการพูดถึง ‘รูปแบบของสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปแบบของคลื่นสัญญาณไฟฟ้า’ โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของคลื่นสัญญาณไฟฟ้าหรือคลื่นสัญญาณเสียงแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยคือ อันบาลานซ์ (Unbalanced) และบาลานซ์ (Balanced) หากจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายก็จะอธิบายได้สัญญาณรูปคลื่นไซน์หรือ sine wave ที่มีลักษณะเหมือนภูเขาที่มียอดเขาชี้ขึ้นด้านบนและชี้ลงด้านล่าง

ยอดเขาที่ชี้ขึ้นด้านบนนั้นคือคลื่นสัญญาณเฟสบวก (non-inverted signal) ให้เห็นภาพชัดเจนกว่านั้นก็คือเวลาที่กรวยลำโพงดันมาข้างหน้า ขณะที่รูปคลื่นที่เป็นภูเขาชี้ลงด้านล่างนั้นเรียกว่า คลื่นสัญญาณเฟสลบ (inverted signal) เวลาลำโพงได้รับคลื่นสัญญาณในรูปแบบนี้กรวยลำโพงนั้นจะผลุบเข้าด้านใน

ภาพเปรียบเทียบสัญญาณอันบาลานซ์และสัญญาณบาลานซ์  *

สำหรับสัญญาณแบบอันบาลานซ์ทั่วไป รูปคลื่นสัญญาณทั้งเฟสบวกและเฟสลบ นั้นถูกนำมารวมกันแล้วฝากไปในตัวนำสัญญาณไฟฟ้าเพียงชุดเดียวโดยใช้งานร่วมกับสัญญาณกราวด์อีกหนึ่งชุด ขั้วสัญญาณไฟฟ้าของสัญญาณแบบอันบาลานซ์จึงมีเพียงแค่ 2 ขั้วเท่านั้น คือขั้วสัญญาณกับกราวด์ (ขั้วบวกกับขั้วลบ)

ดังที่ได้เรียนไว้ข้างต้นว่าในระบบเครื่องเสียงไฮไฟเรามักจะพบเห็นขั้วต่อสัญญาณแบบอันบาลานซ์ในรูปแบบของขั้วต่อ RCA ซึ่งมีใช้กันทั่วไปอย่างแพร่หลาย ทำให้มันถูกสรุปว่าเป็นขั้วต่อสัญญาณเสียงสามัญประจำเครื่องเสียงบ้าน

ขณะที่สัญญาณแบบบาลานซ์นั้น การเชื่อมต่อสัญญาณจะเป็นแบบที่มีความสมดุลสมกับชื่อ สัญญาณเฟสบวกจะถูกฝากไปในตัวนำ 1 ชุด ขณะที่สัญญาณเฟสลบก็จะถูกฝากไปในตัวนำอีก 1 ชุด โดยแต่ละสัญญาณจะมีสัญญาณกราวนด์แยกต่างหาก ซึ่งสัญญาณกราวนด์นี้อาจะเป็นแบบแยกอิสระหรือเป็นแบบกราวนด์ร่วม (common ground) ก็ได้ ขั้วต่อสำหรับสัญญาณแบบบาลานซ์จึงอาจมี 4 ขั้วหรือ 3 ขั้ว

ในระบบเครื่องเสียงไฮไฟ โดยเฉพาะเครื่องในระดับไฮเอนด์เรามักจะพบเห็นขั้วต่อสัญญาณแบบบาลานซ์ในรูปแบบของขั้วต่อ XLR ซึ่งมีขั้วต่อแบบ 3 ขา (3-pin XLR) โดยขั้วหรือขาที่ 3 มักจะเป็นขั้วต่อสำหรับกราวนด์ร่วม ขณะที่ขั้วต่อที่ 1 และ 2 จะเป็นสัญญาณเฟสบวกและเฟสลบตามลำดับ (ในบางมาตรฐานขั้วต่อที่ 1 และ 2 อาจถูกใช้งานสลับกันได้ กล่าวคือเป็นสัญญาณเฟสลบและเฟสบวกตามลำดับ)

ขั้วต่อแบบบาลานซ์นั้นเป็นที่มาตรฐานขั้วต่อสำหรับระบบเสียงระดับมืออาชีพหรือระบบเครื่องเสียงสำหรับสตูดิโอ เรียกว่าอุปกรณ์ในสตูดิโอล้วนแล้วแต่เลือกใช้เชื่อมต่อในรูปแบบของสัญญาณแบบบาลานซ์ทั้งสิ้น เนื่องจากต้องการ noise floor หรือสัญญาณรบกวนในระดับต่ำสุด

นั่นก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอนด์นิยมเลือกใช้ขั้วต่อแบบบาลานซ์ด้วยเช่นกันเนื่องจากมีจุดเด่นทางเทคนิคหลายประการ และมักจะถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้ดีกว่า

Common-Mode Rejection Ratio (CMRR)
โดยทฤษฎีสัญญาณแบบบาลานซ์นั้นมีจุดเด่นเหนือกว่าสัญญาณแบบอันบาลานซ์ทั้งในแง่ของเกนขยายสัญญาณ และการจัดการกับสัญญาณรบกวน (noise) โดยเฉพาะเรื่องหลังนี่แหละที่ทำให้มันถูกเลือกใช้เป็นมาตรฐานของเครื่องเสียงระดับโปรฯ และเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอนด์

ในระบบเสียงที่เป็นสัญญาณแบบอันบาลานซ์หากว่าสัญญาณหลักถูกรบกวนจาก noise ใด ๆ เมื่อนำไปทำการขยายสัญญาณให้มีขนาด amplitude ใหญ่ขึ้น (เสียงดังขึ้น) noise ที่แฝงตัวเข้ามาก็จะถูกขยายให้ดังขึ้นตามไปด้วย

Common-Mode Rejection Ratio (CMRR) *

ขณะที่สัญญาณแบบบาลานซ์หากถูกรบกวนจาก noise ภายนอก สังเกตว่า noise ในสัญญาณแต่ละเฟสจะอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อนำไปผ่านกระบวนการขยายสัญญาณในรูปแบบของการขยายความแตกต่าง (differential amplifier) noise เหล่านั้นจะหักล้างกันเอง ส่งผลให้สัญญาณที่ได้ปลายทางมีความบริสุทธิ์ปราศจากการรบกวน ซึ่งคุณสมบัตินี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า Common-Mode Rejection Ratio (CMRR)

ด้วยเหตุผลนี้ระบบเสียงมืออาชีพและสตูดิโอที่ต้องการความสงัดของเสียง ด้วยการรักษา noise floor ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด ปราศจากเสียงฮัม เสียงจี่ หรือเสียงรบกวนส่วนเกินใด ๆ เครื่องเสียงที่มีมาตรฐานสูงจึงได้เลือกใช้สัญญาณบาลานซ์เป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อสัญญาณ เครื่องเสียงไฮไฟในบ้านโดยเฉพาะระดับไฮเอนด์ก็เลือกใช้การเชื่อมต่อสัญญาณแบบบาลานซ์ด้วยเหตุผลเดียวกัน

บาลานซ์แท้คืออะไร ? ทำไมเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จึงเลือกใช้
อย่างไรก็ดีแม้ว่าระบบสัญญาณแบบบาลานซ์นั้นมีคุณสมบัติในการขจัดสัญญาณรบกวนที่มีประสิทธิภาพ แต่นั่นหมายถึงการขจัด noise ที่แพร่เข้ามาจากภายนอก ไม่ใช่การขจัด noise ที่เกาะมากับตัวสัญญาณเสียงตั้งแต่ต้นทาง

ดังนั้นเพื่อให้ระบบสัญญาณแบบบาลานซ์มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น กระบวนการทำให้สัญญาณเป็นบาลานซ์จึงถูกนำไปใช้ตั้งแต่สัญญาณที่วิ่งอยู่ในแผงวงจร ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ด้วยการออกแบบให้วงจรขยายเสียงแต่ละส่วนจะถูกแยกขยายสัญญาณเฟสบวกและสัญญาณเฟสลบตลอดทั้งทาง

ตัวอย่างการออกแบบวงจรแบบบาลานซ์แท้ ในเครื่องเสียงของ Astell&Kern

และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า Fully Balanced หรือบาลานซ์แท้ ซึ่งมักจะพบเจอได้ในเครื่องเสียงระดับสูงที่มีความพิถีพิพันกับการออกแบบมาก ๆ และไม่ได้ห่วงเรื่องของต้นทุนเป็นหลัก

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า วงจรแบบบาลานซ์แท้นั้น จำเป็นต้องเพิ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละส่วนเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว แอมป์สเตริโอ 2 แชนเนลที่เป็นบาลานซ์แท้นั้น จึงเสมือนกับว่ามีแอมป์แบบอันบาลานซ์อยู่ในตัวถึง 4 แชนเนลทำงานร่วมกัน

ลักษณะของวงจรแบบบาลานซ์แท้

ขณะที่แอมป์แบบอันบาลานซ์นั้น สามารถมีอินพุตหรือเอาต์พุตแบบบาลานซ์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่ขั้วต่อ XLR ไว้ที่อินพุต แล้วนำสัญญาณมาผ่านวงจรรวมเฟสสัญญาณ ก่อนส่งไปขยายด้วยแอมป์แบบอันบาลานซ์ ทางด้านเอาต์พุตก็เพียงแค่นำสัญญาณอันบาลานซ์ที่ขยายมาแล้วไปผ่านวงจรแยกเฟสสัญญาณก่อนจะออกไปที่ขั้วต่อ XLR

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องเสียงนั้น ๆ เป็น บาลานซ์แท้หรือไม่ โดยการดูแค่ขั้วต่อสัญญาณขาเข้าและสัญญาณขาออกว่าเป็นขั้วต่อประเภทใด หากแต่ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบภายในวงจรว่ามีการแยกสัญญาณแต่ละเฟสตลอดทั้งวงจรหรือไม่

วงจรแบบบาลานซ์แท้ในปรีแอมป์ Ayre KX-R
แม้ว่าภายในจะเป็นวงจรแบบบาลานซ์แท้ แต่ปรีแอมป์ Ayre KX-R ก็มีขั้วต่ออันบาลานซ์ RCA ให้เลือกใ้ช้งานด้วยเช่นกัน

จุดหนึ่งที่สังเกตได้ง่ายคือ ส่วนของ attenuator หรือ volume control แอมป์สเตริโอที่เป็นแบบบาลานซ์ สัญญาณข้างซ้ายและขวา จะมีการแยกเฟสบวก-ลบออกจากกัน ทำให้อุปกรณ์ในส่วนนี้ต้องแยกออกเป็น 4 ชุด สำหรับสัญญาณทั้งหมด (แชนเนลซ้ายเฟสบวก, แชนเนลซ้ายเฟสลบ, แชนเนลขวาเฟสบวก และ แชนเนลขวาเฟสลบ)

แอมป์หูฟัง/ปรีแอมป์ของ Violectric เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการออกแบบที่เป็นบาลานซ์แท้ แต่รองรับการเชื่อมต่อทั้งบาลานซ์และอันบาลานซ์

เครื่องเสียงที่เป็นบาลานซ์แท้ปัจจุบันพบได้ทั้งใน DAC, ปรีโปรเซสเซอร์, อินทิเกรตแอมป์, ปรีแอมป์, เพาเวอร์แอมป์ หรือแม้กระทั่งลำโพงแบบแอคทีฟ

ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติเครื่องเสียงที่เป็นบาลานซ์แท้มักจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบบอันบาลานซ์ อย่างไรก็ดีในซิสเตมหนึ่ง ๆ อาจมีปัจจัยด้านอื่นที่มีความเกี่ยวพันกับคุณภาพเสียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแมตชิง การเซ็ตอัป หรือแนวทางในการปรับแต่งเสียง

ดังนั้นการมองหาเครื่องเสียงแบบบาลานซ์แท้นั้นจึงเป็นเพียงการเริ่มต้นอย่างเหมาะสมตามหลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่อาจมิได้เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกซิสเตมเสมอไป


*ภาพประกอบจากหนังสือ The Complete Guide to High-End Audio เขียนโดย Robert Harley

Exit mobile version