รีวิว LG : 65E7
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นกลุ่มที่คาดหวังจากเทคโนโลยี OLED มากหน่อย กลุ่มนี้จะเข้าใจว่าการคาลิเบรทจอภาพนั้นเป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” ถึงแม้จะเป็นสินค้าในระดับ professional ก็ตามทีโปรเจคเตอร์ราคาเป็น 10 ล้านเขายังต้องคาลิเบรท
![]()


TV ตัวนี้เอาใจคนทั้งสองกลุ่ม แกะกล่องออกมา ถ้าคุ้นเคยกับ OLEDTV ของ LG จะรู้ว่าค่า preset ที่คาลิเบรทมาจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ออกมาจากโรงงานอยู่ 2 ค่า เขาเรียกว่า ISF expert โดยแบ่งออกเป็น light room และ dark room ตามแสงแวดล้อมของการใช้งาน
และตั้งแต่ OLED TV เวอร์ชั่นที่แล้ว LG ได้เพิ่มค่า preset ที่เรียกว่า HDR effect ขึ้นมาสำหรับการปรับแต่ง content ปกติแต่ต้องการให้ได้ความรู้สึกเหมือนคอนเท้นต์ที่ใส่ HDR เข้ามา ซึ่งผมก็ยังรู้สึกกลับว่ายังไงมันก็ยังห่างไกลกับคอนเทนต์ที่เป็น HDR แท้ ๆ อยู่มาก
แต่สำหรับป้อน content ที่มีโค้ด HDR เข้าไป มันก็จะเข้าไปสู่ในโหมด HDR pictures mode ซึ่งในนั้นก็สามารถปรับแต่งภาพ Preset แยกต่างหากจากโหมดปกติ ผมมักใช้งานโหมด Cinema Home เขาจะเร่งความสว่างทุก ๆค่ามาเต็มแม็ก หวังว่ามี HDR เข้ามาจัดการดูแล ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้น
เรื่องความมืดยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะมันคือ เอกลักษณ์ของเทคโนโลยีนี้ไปแล้ว มืดคือไม่มีแสงแค่นั้นจบ แต่ panel ตัวนี้จะจัดการช่วงแสง ช่วงใกล้ ๆมืดสนิทได้ดียิ่งขึ้น และนี่คือเคล็ดลับของ panel เจนเนอร์เรชั่นนี้ที่ทำให้มันภาพดีขึ้นอีกมาก
การ set up สำหรับ LG 65E7 ตัวนี้โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ content ที่ไม่มี HDR ก็ใช้ค่า Preset ของ isf เป็นหลัก ส่วนถ้าเป็น content ที่เป็น HDR ผมจะใช้ Cinema Home ที่ปรับอุณหภูมิสีอีกเล็กน้อย โดยไม่ใช้เครื่องมือใด ๆ เพิ่มเติม
เรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนจะพูดถึงก็คือเรื่อง ghost image เป็นภาพค้างตาอยู่มักเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีพิกเซลที่ให้ความสว่างด้วยตัวเองได้ มันคือภาพก่อนหน้าที่ยังคงค้างอยู่บนหน้าจอเมื่อเราใช้งานจอภาพไปนาน ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพวีดีโอก็ตามที LG ใช้ฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Pixel Refresh ทำการล้างทุกพิกเซลบนจอ ใช้เวลานานประมาณชั่วโมงเศษเศษต่อ 1 ครั้ง ฟังก์ชันนี้มันสามารถตั้งค่าได้ว่าทำหลังจากที่คุณปิด TV หรือถึงแม้ว่าคุณเปิดทีวีทิ้งไว้มันก็จะบอกให้ปิดสแตนบายทันที
Sit & Listen
การมาของทีวีตัวนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่งของคนที่ชอบดูหนังในโฮเธียเตอร์เลยก็ว่าได้เพราะว่า ตลาดบ้านเราเริ่มเห็นการปูพรมทั้งแผ่นหนังและตัว เพลเยอร์ตามมาเป็นระลอก เริ่มชัดเจนว่าการที่จะทำให้ทีวี 4k มันดึงดูดและสร้างความทรงจำกับทุกคน ควรจะป้อนหนังที่เป็น Ultra HD ที่มี high dynamic range หรือ HDR เท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่า TV 4k เครื่องนี้มันให้ภาพจากแหล่งโปรแกรมอื่นได้ไม่ดี แต่คำว่าดีที่สุดมันต้องเป็น 4k HDR อย่างเดียวเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้ตอนเปลี่ยนยุคมาเป็น Full HD ก็ยังไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจเท่านี้ เราไปวุ่นวายเรื่องรายละเอียดของพิกเซล มัวไปจับผิดในเรื่องของสีสัน แต่ก็เอาเข้าจริง ๆแล้ว เรื่องของแสงนี่เองที่เป็นคีย์สำคัญของการที่ทำให้ภาพเปลี่ยนจากยุคหนึ่งเข้าสู่อีกยุคหนึ่ง HDR
นี่แหละครับหลัก ๆ แล้วมันก็คือการจัดการเรื่องแสงเรื่องความสว่างของภาพนั่นเอง ยิ่งมาจากกับเทคโนโลยี OLED ที่เก่งมาก ๆ เรื่องการคอนโทรลแสงอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ เราจะได้ยินคำว่า HDR tone mapping กันบ่อยขึ้น
อธิบายง่าย ๆ ก็คือข้อมูลที่อยู่ในแผ่นหนังที่ใส่โค้ด HDR เข้ามาจะถูก TV นำมากำหนดค่าความสว่างที่ต้องการให้ในแต่ละพิกเซลเทียบกับค่าความสว่างสูงสุดของจอแต่ละตัว มันจึงมีความสว่างในแต่ละพิกเซลบนจอ แบบละเอียดยิบ แสงทุกแสงที่เกิดขึ้นในการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ปรากฏอยู่หน้า monitor ตอนทำการตัดต่อภาพแบบนั้นแหละที่เราจะได้เห็นกันนับต่อจากนี้ไป

ภาพที่มันฟ้อง ทำให้ผมเห็นว่าคุณภาพภาพ 4k HDR ของทีวีตัวนี้คือก้าวต่อไปของการชมภาพยนตร์ในบ้านการคอนโทรลแหล่งกำเนิดแสงต่าง ๆ ต่อไปนี้จะถูกควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างแสงไฟนีออนที่อยู่ในภาพสวยได้ แบบไม่ต้องไประรานกับความสว่างหลักของภาพ
อย่างฉากที่พระเอกเดินเข้าไปในห้องโถงหลักของยานอวกาศหลังจากตื่นขึ้นมาคนเดียว แสงไฟส่องสว่างถูกดีไซน์ให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งไหลลื่นไปกับสถาปัตยกรรม มันไม่ได้สว่างไปเท่ากันทั้งหมด มันมีส่วนที่สว่างมาก สว่างน้อย เห็นความสว่างที่กระตุ้นสายตา จากอุปกรณ์ประเภท help center ซึ่งอนาคตเราคงได้เห็นมันมากขึ้น ใช้จอภาพประเภท Transparent Screen หรือพวกจอโปร่งใส
มันก็เป็นจุดเด่นเชิญชวนให้เตะลูกกะตาว่าฉันอยู่ตรงนี้นะฉันช่วยคุณได้ ลืมบอกไปทั้งหมดจากในหหนังเรื่อง The Passenger 4k blu ray HDR ที่ได้นางเอกอย่าง Jennifer Lawrence มาทำให้หนุ่ม ๆ กระชุ่มกระชวย จริง ๆ หนังเรื่องนี้เข้าข่ายที่ได้รับประโยชน์จาก HDR เต็ม ๆ เพราะเรื่องราวอยู่ในฉากแบล็คกราวด์ที่สีดำมืดทั้งดวงดาวที่อยู่บนอวกาศกับให้สีสันที่ตระการตา
ยิ่งฉากที่ตอนยานอวกาศบินเฉียดเข้าไปใกล้ดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเองฉากนั้นความสว่างของดาวฤกษ์แถบจ้าดูร้อนแรงทรงพลังมากตัดกับฉาก แบล็คกราวด์ที่มืดสนิทยิ่งปิดไฟดูยิ่งดึงให้ตัวเราหลุดไปอยู่ในห้วงอวกาศได้แบบไม่รู้ตัวเลย
![]()
ฉากในล็อบบี้บาร์ซึ่งเป็นคู่หูคนเดียวของพระเอกที่คุยรู้เรื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คน 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ฉากนี้แสงไฟที่ตกแต่งแบบโคซี่โดยมีเฟอร์นิเจอร์ทั้งพรม ทั้งฝาผนัง ถูกเจียระไนขึ้นมาด้วยการให้แสงของทีวีตัวนี้ รู้สึกได้เลยถึงความประณีตของการทำงาน โดยเฉพาะตอนที่พระเอกมองเข้าไปแว๊บแรกแล้วเห็นบาร์เทนเดอร์ยืนอยู่หน้าบาร์โดยมีขวดเหล้าเป็นแบล็คกราวอยู่ข้างหลังโดยมีพื้นหลังเป็นหินอ่อนอิตาลีฉากนี้สวยมากยกเครดิตให้เลยกับ LG E7
ฉากที่มันโชว์ความสามารถในการให้รายละเอียดรวมทั้งสีสันได้กินขาดก็คือ ตอนภาพที่ซูมเข้าใบหน้าพระเอกใกล้ ๆ ตอนตัดสินใจจะโกนเคราทิ้ง สังเกตดี ๆ สีเคราของพระเอกแต่ละเส้นยังมีสีที่ไม่เท่ากันยุคนี้ TV ต้องโชว์ให้เห็นระดับนี้กันแล้ว
เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ OLED ทุกรุ่นจะผลิตพิกเซลในแบบสแควร์แบล็กที่มีพื้นที่ในช่องว่างของแต่ละเซลล์น้อยลง ๆ พัฒนาได้ดีขึ้นดีขึ้นไปเรื่อย ๆ พอมาถึง LG 65E7 ทำให้เราเห็นว่ามีการก้าวกระโดดครั้งใหญ่อีกครั้ง
ฉากท้องฟ้าของหนังในอวกาศที่คุณอาจจินตนาการไม่ได้มากนักใน OLED รุ่นก่อนหน้านี้ เมื่อทั้ง 4K กับ HDR มารวมกันกับการปรับแสงแวดล้อมให้ดี
ไม่เกี่ยงแม้ห้องจะมืดสนิทเห็นได้ชัดว่าระหว่าง E6 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็น E7 มันมีพิกเซลที่ทำให้ภาพสะอาดมากขึ้นจำนวนพิกเซลที่เต้นยิบ ๆ บนภาพ น้อยลงไปจนแทบไม่เหลือให้เราสังเกตเห็นในระยะที่แม้แต่เข้าไปส่องใกล้ ๆ ทำให้ภาพมีความใส และคมอย่างสมกับเป็นภาพยุค 4K ยิ่งพอรู้ว่าทีวีตัวนี้มีการปรับอัลกอริทึมใหม่ของการทำ Digital D contouring ก็คิดว่ามันคงมีส่วนอย่างมากที่ช่วยทำให้ความสว่างของพิกเซลที่ใกล้สีดำมาก ๆทำได้ดีขึ้นอีก
![]()

ถ้าพูดถึงเรื่องความสว่างของจอ OLED ที่เป็นเรื่องวิตกกัน ตอนที่ผมใช้งานเจ้า E7 ตัวนี้ โดยใช้ pattern ที่ปรับค่าความสว่างกลายเป็นว่าไม่ว่าจะเร่งความสว่างของคอนทราสขึ้นไปสักเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ overshoot ที่จะทำให้รายละเอียดในภาพที่มีความสว่างสูง ๆ หดหายไป แต่การเปิด OLED backlight 100% ก็จะได้ภาพที่มีความสว่างสูงมาก ซึ่งสูงเกินไปในห้องมืด
อาการนี้สังเกตง่าย ๆคือเราจะหรี่ตาลงอัตโนมัติตอนที่ภาพที่จ้องนั้นมีความสว่างสูง ๆ แล้วจริง ๆ ความสว่างเท่าไหร่นั้นถึงจะพอดีกับการใช้งาน..?
ถ้าเริ่มจากห้องมืด ตอนผมปรับ OLED backlight มาที่ 80% กับลดระดับคอนทราสมาอยู่ที่ 70 ก็ได้ภาพที่มีช่วงแสงความสว่างน้อย ๆ ที่ยังไม่รู้สึกว่าแสงมันทึมลงไป นั่นก็คือเราไม่ได้ใช้ความสว่างของ OLED เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์จริง ๆ แต่บางฉากกลับ Overshoot หรือสว่างจนขาดรายละเอียด
พอไปเช็คดูกลายเป็นว่าเปิด Dynamic Contrast เอาไว้ พอปิดเข้า ทีนี้ต้องเปิดทุกอย่างสุดหมด มาเลยครับรายละเอียดที่ต้องการ แต่การปรับเช่นนี้เพราะอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับในห้องที่มีความสว่างของแสงรอบข้างมาก ๆ อาจจะต้องเร่งความสว่างของจอมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากระหว่าง OLED ใน generation ที่แล้วกับ E7 เครื่องนี้นั่นก็คือเรื่องของการเคลื่อนไหวของภาพ ที่ LG เรียกว่า True Motion มีโหมดไล่ตั้งแต่ Off/Smooth/Clear/User ในสมัยก่อนผมไม่ชอบเปิดโหมดนี้สักเท่าไหร่ เพราะแม้ว่าภาพยนต์ยังถ่ายทำมาในแบบ 24Hz แม้มันจะมีเฟรมน้อยเกินไปสำหรับพวกจอแบนสมัยนี้
ต้องบอกว่า E7 ตัวนี้เป็นตัวแรกผมอยากปรับจาก 24Hz ปกติขึ้นมาโดยใช้ฟังก์ชัน true motion โดยปรับไปที่ Smooth มันจะทำให้การโฟกัสของภาพดีขึ้นนิดนึง แต่ถ้าโฟกัสดี ๆอยู่แล้วความเคลื่อนไหวมันดูแปลก ๆ อย่างที่ปรับขึ้นไปเป็น Clear อันนั้นก็ยังรับไม่ได้เหมือนกัน
ซึ่งถ้าคุณอยากจะ fine tune ก็สามารถเข้าไปปรับละเอียดด้วยตัวเองก็เชิญนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการดูภาพที่เป็นลักษณะการแข่งขันกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ผมก็ปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้อยู่ มันยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ อยู่ดี
อย่าน้อยใจนะครับที่ผมไม่ได้พูดในลักษณะของการใช้งานกับ content อื่นอีกเลย นอกจากที่เป็น 4k HDR เพราะว่า OLED generation นี้ของ LG มันผ่านจุดนั้นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น digital tv/ youtube 4k หรือพวก streaming service อย่าง Netflix การใช้งาน และคุณภาพของภาพที่เห็น ถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆของ TV ที่สามารถเล่นคอนเทนต์เหล่านั้นได้อย่างไร้ข้อตำหนิ
Conclusion
ทีวีที่เข้าขั้นอุดมคติมันควรจะเป็นยังไง ภาพคมชัดงั้นเหรอ หรือว่าเพียงแต่ให้สีดำได้ดำสนิทเพียงอย่างเดียว หรือกับการจัดการเรื่อง refresh rate ที่ทำให้การเคลื่อนที่ของวัตถุดู smooth สำหรับบางคนทีวีอาจจะต้อง มีความสามารถอื่นควบคู่กันไปด้วย
แต่กับตอนนี้การมาของเทคโนโลยี HDR ทำให้ผมรู้สึกว่าเราเริ่มรู้แล้วว่าการที่จะทำให้ทีวีไปสู่โลกของความสมจริงนั้นต้องทำยังไง ขณะที่คำถาม ความสงสัยประดังเข้ามามากมาย ก็มีทีวีอยู่รุ่นหนึ่งที่มาเปิดโลกของคำตอบต่าง ๆให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอนาคตของทีวีมันจะไปในทิศทางใดกันแน่
OLED TV LG 65E7 TV series 7 ซีรีย์ใหม่ของ OLED TV ของ LG เป็นจอขนาด 65 นิ้วชื่อรุ่นว่า 65E7 เป็นตัวรองท็อปของซีรี่ส์นี้ก็ว่าได้ มันเป็นตัวต่อยอดให้อนาคตของจอภาพทีวีที่ทำให้การยอมรับรายละเอียดระดับ 4k อย่างจริง ๆจัง ๆ อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง สัญญากับตัวเองก่อนนะครับ จะต้องดูภาพของมันแบบจริง ๆ จัง ๆ ให้ได้สักครั้งหนึ่ง และคุณจะรู้ด้วยตัวเองทันทีว่าทีวีในอนาคตมันคู่ควรกับคุณแล้วหรือยัง
จุดเด่น
+ คุณภาพของภาพในแต่ละพิกเซลนิ่งสนิทมาก
+ การใช้งานมีการตอบสนองที่รวดเร็วผ่านแอร์เม้าส์
+ ตัวนี้เรียกทีวีไร้ขอบได้เลยก็มันใช้กระจกแทนขอบทีวี
+ โปรแกรมการจัดการไฟล์ที่ให้มาในตัวก็ถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของทีวีเพราะสามารถเล่นไฟล์ 4k HDR ใน format HEVC ได้
ข้อสังเกต
– การเล่นภาพใน format HDR10 ในบางฉากที่มีระดับความแตกต่างกันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอาจเห็นแสงวูบวาบของภาพอยู่บ้าง
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท แอลจี อีเล็กทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
โทร. 0-2204-8888 (สำนักงานใหญ่)
ราคา 249,990 บาท