Site icon AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

รีวิว JBL : BAR 5.1

นึกถึงการเล่นโฮมเธียเตอร์ในยุคแรก ๆ กันได้ไหมครับ สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับผมก็คือเสียงที่มันไม่ได้ออกมาจากข้างหน้า เหมือนตอนที่เราฟังเพลงอย่างเดียว มันจะมีลำโพงอีก 2 ข้างซ้าย-ขวาเพื่อให้เสียงมันลอยมาอยู่ใกล้ ๆ หัว ที่รู้จักกันในชื่อว่า ลำโพงเซอร์ราวด์

ยุคแรก ๆ อาจจะชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ก็เพราะมันไม่ได้บันทึกลงมาจากเสียงแท้ ๆ มันผ่านการปรุงแต่งจากโปรเซสเซอร์ ซึ่งต้องยกให้ดอลบี้ที่ปลุกปั้นจนทำให้มันเป็นจุดขายของระบบเสียงในโฮมเธียเตอร์ ถัดจากยุคสเตริโอไฮ-ไฟ ที่เป็น 2 channel ซึ่งบันทึกมาในม้วนเทปคาสเซตต์ VHS ก็จะมาเป็นยุคของ Dolby Pro Logic ทำให้เข้าสู่ยุคของระบบเสียงมัลติแชนเนลของภาพยนตร์ที่รับชมกันได้ตามบ้าน

ถึงแม้วันนี้เราจะผ่านระบบเสียงเซอร์ราวด์ธรรมดา ๆ มาไกลถึงขั้นที่มีลำโพงอยู่บนหัวกันแล้ว แถมยังเป็นระบบเสียงที่ไม่ได้เกิดการสังเคราะห์เพราะว่าบันทึกมาเป็นแชนเนลใครแชนเนลมันตั้งแต่ในสตูดิโอ

แต่ผมก็คิดว่าระบบเสียงเซอร์ราวด์แบบคลาสสิก 5.1 ที่มีจำนวนแชนเนลต่ำสุดที่ทำให้สามารถซึมซับได้ถึงเสียงรอบทิศทางจากในสตูดิโอก็ยังมีลมหายใจอยู่ คือต้องมีลำโพงคู่หน้าซ้าย-ขวา มีลำโพงเซ็นเตอร์สำหรับเสียงพูด มีลำโพงซับวูฟเฟอร์เอาไว้สำหรับส่งผ่านเอฟเฟกต์ความถี่ต่ำต่าง ๆ นานา และที่ขาดไม่ได้ก็คือลำโพงเซอร์ราวด์อีก 2 แชนเนล ขนาบข้างจุดนั่งฟัง

ทำไมวันนี้เราต้องมาพูดถึงจำนวนแชนเนลในระบบเสียงของโฮมเธียเตอร์กันนะหรือ เพราะว่าวันนี้ผมจะแนะนำลำโพง 5.1 แชนเนล ชุดหนึ่ง ที่พิเศษก็คือมันคือลำโพงซาวด์บาร์ที่พร้อมสำหรับการเล่นระบบเสียงโฮมเธียเตอร์ในแบบ 5.1 แชนเนล แถมตัวลำโพงเซอร์ราวด์ยังไม่ต้องใช้สายลำโพงเพราะมันเชื่อมต่อกันด้วยการส่งข้อมูลแบบไร้สายอย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือ JBL Bar 5.1 ที่มาถึงมือของเราสด ๆ ร้อน ๆ

ในซีรีส์นี้ของ JBL มันมีตั้งแต่ 2.1/3.1 จนถึงตัวที่เราได้มาทดสอบนี้ที่เป็น 5.1 ชื่อรุ่นของมันก็บ่งบอกถึงจำนวนแชนเนลชัดเจน จะบอกว่า JBL Bar 5.1 มันไม่ได้เพียงแค่เกิดมาเพื่อทำให้คุณรู้สึกยินดีว่าลำโพงซาวด์บาร์มันควรจะมีลำโพงเซอร์ราวด์แยกออกมาจริง ๆ เสียที

แต่มันเกิดขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบเสียงเซอร์ราวด์ยุคใหม่สำหรับคนทันสมัย สำหรับคนที่ต้องการความบันเทิงจากการบันทึกเสียงในภาพยนตร์หรือจากหนังซีรีส์จริง ๆ ที่ไม่ต้องการอะไรวุ่นวายนอกจากเพิ่มความตื่นเต้นจาก ‘เสียง’ ของมันเท่านั้น

ไร้สายตั้งแต่เกิด
JBL Bar 5.1 แปลงร่างมาจากลำโพงซาวด์บาร์เดิมมาเป็นระบบโฮมเธียเตอร์ 5.1 ไร้สายแบบจริง ๆ จัง ๆ ถามว่ามันจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องมีลำโพงซ้าย-ขวาอีก 2 ตัวมาขนาบหูเพื่อใช้เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ มันมีองค์ประกอบสำคัญ 2 อย่างที่ผมคิดว่า ณ เวลานี้มันได้มาบรรจบรวมกันเรียบร้อย

อย่างแรกก็คือเรื่องของลำโพงซาวด์บาร์ที่เป็นที่นิยม ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่อัพเกรดคุณภาพเสียงจากทีวีให้ออกมาได้ไม่น้อยหน้าเครื่องเสียงที่เอาไว้ดูหนังขนาดย่อม ๆ กันแล้วเดี๋ยวนี้

อย่างที่สองก็คือ Content หรือแหล่งโปรแกรมที่สามารถหยิบฉวยได้ง่ายที่สุดตอนนี้ก็หนีไม่พ้นพวก Streaming บนอินเทอร์เน็ต คงไม่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ เพราะเราก็โฆษณาให้เขาอยู่บ่อย ๆ มันมีระบบเสียงที่เป็น 5.1 มานานแล้วถ้าเกิดคุณใช้งานผ่าน Application ที่อยู่บน Smart TV รุ่นใหม่ ๆ แต่ใช้ลำโพงทีวีเดิมอยู่ มันอาจจะเลือกได้แค่ 2 แชนเนลธรรมดา

แต่ถ้าอยากให้เป็นระบบเสียง 5.1 ของ Dolby Digital เจ้าประจำก็ต้องหาภาคถอดรหัสเสียงภายนอกพ่วงเข้าไป อย่างซาวด์บาร์ตัวนี้ที่มีทั้ง Dolby Pro Logic II เอาไว้สำหรับสัญญาณแบบ 2 แชนเนลที่ป้อนเข้ามา แถมด้วยภาคถอดรหัส DTS 5.1 ให้มาอีกด้วย กะว่าจะไม่ให้น้อยหน้า AV Receiver กันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าจุดเด่นตั้งแต่ไหนแต่ไรสำหรับซาวด์บาร์ของ JBL ก็คือซับวูฟเฟอร์ BAR 5.1 มาพร้อมกับ Wireless ซับวูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้วตู้เปิดยิงลงพื้น รูปทรงซับวูฟเฟอร์ที่มากับซาวด์บาร์ตัวนี้จะออกมาทางสูงชะลูด ไม่เหมือนกับของ SB450 ที่เราเคยทดสอบไป

แต่ทีเด็ดของชุดนี้มันอยู่ที่ย่อหน้านี้ครับ BAR 5.1 มาพร้อมกับ Wireless Speaker เซอร์ราวด์อีก 2 ตัว ที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ เพราะมันมีแบตเตอรี่ที่สามารถนำไปเสียบชาร์จกับตัวซาวด์บาร์หลักได้ขณะที่ยังไม่ต้องการฟังเป็นระบบเสียงเซอร์ราวด์

ระยะเวลาชาร์จครั้งหนึ่งก็ประมาณ 3 ชั่วโมงตามคู่มือบอกไว้ ใช้ได้ 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือจะเอาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือนี่แหละครับขนาด 5 โวลต์ 1 แอมป์ เสียบชาร์จไว้ในกรณีที่แขวนติดผนัง ไม่สามารถถอดออกไปชาร์จกับลำโพงตัวหลักได้

ในชุดนี้ให้ตัวแขวนผนังมาพร้อมกับลำโพงทั้ง 3 ตัว ที่ผมชอบใจกับลำโพงเซอร์ราวด์ของ BAR 5.1 ตรงที่ตัวฐานของลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งคู่จะเป็นแม่เหล็ก เวลาเอาไปวางไว้บนขาตั้งหรือวัสดุที่เป็นโลหะมันจะดูดติดมั่นคงมาก ๆ

การเชื่อมต่อทั้งหมดส่งผ่านมาจากตัวโปรเซสเซอร์หลักที่อยู่ใน Sound Bar ด้านหน้าเชื่อมต่อกันด้วยสัญญาณ wireless ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นสัญญาณ wireless ช่วง 5.725-5.875 กิกะเฮิรตซ์

ซึ่งก็ไม่ต้องไปสนใจกับการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงเซอร์ราวด์กับลำโพงหลัก มันเป็นไปอย่างอัตโนมัติ แต่เขาก็เลือกช่วงความถี่ที่มันเลยผลการใช้งานปกติของอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายต่าง ๆ ออกไปเพื่อไม่ให้มีการกวนกันเกิดขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำงานของลำโพงชุดนี้ก็จะสร้างระบบเสียงเซอร์ราวด์ขึ้นมาตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะป้อนแหล่งโปรแกรมกี่แชนเนลเข้าไป

ถ้าจะไม่ให้มีเสียงออกลำโพงเซอร์ราวด์ ก็อาจทำได้โดยการลดโวลุ่มของลำโพงเซอร์ราวด์ทิ้งให้หมด ซึ่งจะอยู่ที่ Remote Control ทั้งหมดเราสามารถเพิ่มหรือลดโวลุ่มเสียงทั้งลําโพงเซอร์ราวด์และลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้ทั้งคู่

รองรับ 4K เล่นไฟล์เพลงผ่าน USB ได้
ทีนี้เรามาเจาะดูค่าทางสเปกหลัก ๆ ของซาวด์บาร์ตัวนี้กันบ้าง รวมแล้วชุดนี้กำลังขับอยู่ที่ 510 วัตต์ตามสเปกซึ่งเฉพาะซับวูฟเฟอร์ที่มีแอมป์ขยายแยกต่างหากก็กินไปแล้ว 300 วัตต์

ที่เหลือเป็นลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างข้างละ 30 วัตต์ ที่เหลือก็จะอยู่ที่ลำโพงซาวด์บาร์อีก 3 แชนเนล รวมแล้วเป็น 150 วัตต์ เป็น 3 แชนเนล จริง ๆ นะครับ มีลำโพงซ้าย ลำโพงเซ็นเตอร์และลำโพงหน้า ด้านขวาแยกกันอยู่ในส่วนของซาวด์บาร์ตัวนี้นั่นแหละ

ลำโพงซาวด์บาร์ตัวหลักจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 115 ซม. คือถ้าต่อลำโพงเซอร์ราวด์เข้าไปอีก 2 ด้าน ก็จะยาวขึ้นมาอีกถึงเกือบ 150 ซม. ทีเดียว ซึ่งถือว่ายาวสะใจเลย ระดับความสูงแทบไม่มีปัญหากับการบังการทำงานของรีโมตทีวี เพราะว่ามันสูงเพียงแค่ 6 ซม. ใน 1 แชนเนล จะมีไดรเวอร์ขนาด 2.25 นิ้ว 2 ตัวคู่กับทวีตเตอร์ 1.25 นิ้วอีก 1 ตัว เป็นหนึ่งแชนเนลเหมือนกันหมดทุกแชนเนล

การเชื่อมต่อสบายตัวนี้มี HDMI input ให้เลือกใช้อยู่ 3 ช่องกับ output HDMI HDCP Version 2.2 ที่สามารถรองรับสัญญาณ 4K ได้ และกับช่องนี้ก็จะเป็นอินพุตที่รับสัญญาณเสียงจากทีวีที่เรียกว่า Audio Return channel (ARC) ไปด้วยในตัว จุดต่อเชื่อมด้านหลังซาวด์บาร์ตัวนี้จะแยกออกเป็น 2 ฝั่ง ถึงแม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็ไม่ได้มีผลกับสาย HDMI เส้นใหญ่ ๆ สักเท่าไหร่

จะติก็ตรงที่จะนำไปแขวนผนังตัวสายต้องเลื้อยลงมาด้านล่าง ทำให้ต้องยอมมองเห็นสายสัญญาณที่อาจจะทำให้ขาดความสวยงามไปสักนิด มันเหมาะกับการตั้งไว้หน้าทีวี

ต้องยอมรับว่ามันเสริมบารมีให้กับทีวีของเราขึ้นมาอีกเยอะทีเดียว เพราะมันจะมีตะแกรงโลหะด้านหน้าสีเทาดำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของลำโพงซาวด์บาร์ยี่ห้อนี้ ล้อมอ้อมขึ้นไปด้านบน จะแต่งหน้าตาด้วยปุ่มกดเพียงแค่ 4 ปุ่มตรงกลาง

ด้านบน กับด้านหน้าที่เป็นโลโก้สัญลักษณ์ JBL และที่ต้องชื่นชมก็คือซาวด์บาร์ตัวนี้ให้หน้าจอแสดงผลซึ่งซ่อนอยู่ในตะแกรงด้านหน้าเป็นตัวหนังสือ LED ขนาดใหญ่ แสดงผลการทำงานได้ชัดเจน มีทั้งตัวเลขบอก input และระดับความดังของลำโพงแยกกันทั้ง 3 แชนเนล หน้า/ซับวูฟเฟอร์ และลำโพงเซอร์ราวด์

ด้านข้างซ้าย-ขวาจะเป็นขั้วเสียบชาร์จให้กับลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างเมื่อลำโพงเซอร์ราวด์มาเสียบชาร์จไว้ มันจะดูดติดไว้อย่างแน่นหนาอีกทีด้วยอำนาจแม่เหล็ก ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่ามันจะร่วงหล่นมากรณีที่ต้องแขวนลำโพงชุดหน้าไว้บนฝาผนัง

ที่ลำโพงเซอร์ราวด์ทั้งสองข้างจะมีตัวอักษรระบุแชนเนลบอกไว้ชัดเจน ข้าง ๆ ปุ่ม power ด้านล่าง ตัวดอกลำโพงจะอยู่ด้านหน้าเหมือนกับลำโพงซาวด์บาร์ตัวหลัก ถ้ากดปุ่ม power สังเกตดูจะมีหลอดไฟ LED สีขาวกะพริบ ซึ่งถ้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วกะพริบด้วย ก็แสดงว่าควรที่จะต้องชาร์จไฟเข้าที่ลำโพงของมันได้แล้ว

ที่ช่องลำโพงหลักของลำโพงเซอร์ราวด์ด้านขวาถ้าดึงแยกลำโพงเซอร์ราวด์ออกมาจะเห็นรูเล็ก ๆ ขนาด 3.5 มม. สำหรับเอาไว้เพื่อเสียบอุปกรณ์ที่เป็นไมค์คาลิเบรตซึ่งให้มาด้วยกับซาวด์บาร์เซตนี้

เหลือ channel ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาดไดรเวอร์ 10 นิ้ว เป็นตู้เปิดที่มีท่อพอร์ตขนาดใหญ่เอามาด้านหลัง ซึ่งที่ตัวมันนี้ก็ไม่มีการปรับอะไรให้ต้องยุ่งยาก เพียงแต่เสียบใช้ไฟเข้ากับผนังมันก็พร้อมที่จะทำงาน แต่มันก็ยังมีปุ่มเรืองแสงที่เผื่อเอาไว้หากการเชื่อมต่อกับลำโพงตัวหลักไม่ยอมสื่อสารกัน

จัดว่าเป็นลำโพงซับวูฟเฟอร์สำหรับซาวด์บาร์ที่มีขนาดใหญ่เอาเรื่องทีเดียว ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Sound Bar จากยี่ห้อนี้ไปแล้ว

การเชื่อมต่อแบบ Wireless ของซับวูฟเฟอร์ และลำโพงเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ตัวจะมีโหมดสแตนด์บาย คือถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่งมันก็จะปิดตัวเอง

ผมเจออยู่ครั้งหนึ่งที่เมื่อเราเปิด Power จากซาวด์บาร์ตัวหลัก มันต้องเดินไปเปิดลำโพงเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ตัวด้วยหากคุณแยกมันออกมา ซึ่งก็กลายเป็นว่าฟังแบบ 3.1 อยู่ตั้งนานกว่าจะรู้ว่าลำโพงเซอร์ราวด์มันไม่มีเสียงออก ต้องเดินไปกดสวิตช์เปิดให้มันก่อน

Soundshift นึกจะฟังเพลงเมื่อไหร่ก็ได้เลย
JBL Bar 5.1 ตัวนี้มีฟังก์ชันพิเศษติดมาให้สำหรับคนที่เบื่อโฆษณาบนทีวี เปลี่ยนมาฟังเสียงเพลงเพราะ ๆ แทน โดยมันจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อเพลงผ่าน Bluetooth เป็นอันดับแรก เรียกฟังก์ชันนี้ว่า Soundshift

การทำงานของมันก็คือคุณต้องเปิดการใช้งานฟังก์ชันนี้ที่รีโมต เสร็จแล้วเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับซาวด์บาร์ตัวนี้ ลองเปิดเพลงดูสักเพลงก็ได้ เสร็จจากนั้นถ้าคุณเปลี่ยนแหล่งโปรแกรมไปเป็นรายการทีวีหรือว่าช่อง input ช่องอื่น แต่อยากกลับมาฟังเสียงเพลงผ่านทาง bluetooth ก็เพียงแค่กด play ที่โทรศัพท์ หรือ Smartphone เท่านั้น

เสียงของซาวด์บาร์ที่ก่อนหน้านี้เป็นเสียงจากทีวี ก็จะเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงที่มาจากบลูทูธอัตโนมัติ แต่เมื่อคุณกด pause หรือหยุดเล่นเพลงในโทรศัพท์ มันก็จะเปลี่ยนกลับเป็นเสียงจากต้นทางที่มาจากทีวีแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกดปุ่มอะไรเลย

ผมคิดว่าสำหรับคนขี้เบื่อ ไม่ชอบฟังเสียงของโฆษณา ดูแต่ภาพ ขอตัดเข้ารายการเมื่อไหร่ค่อยฟังเสียงได้ อะไรทำนองนั้น

Setup
การเซตอัพก็เหมือนกับการเซตลำโพงที่เป็น 5.1 ทั่ว ๆ ไป จะง่ายกว่าก็ตรง 3 แชนเนลหน้าเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ส่วนตัวลำโพงเซอร์ราวด์ ผมวางในลักษณะตั้งขึ้นมาให้ฐานของมันดูดติดกับขาตั้งลำโพงซึ่งเป็นเหล็ก โดยหันเอาด้านข้างที่มีไดรเวอร์อยู่เข้ามาหาจุดนั่งฟัง ตัวระดับความสูงก็กะให้พอดีกับศีรษะขณะนั่งฟังทั้งสองข้าง

ทีนี้ก็เอาไมค์ที่ JBL ให้มาด้วยเสียบเข้าไปแล้วก็กดปุ่มคาลิเบรตที่รีโมตคอนโทรลค้างไว้สัก 3 วินาทีมันก็จะเริ่มนับถอยหลัง การคาลิเบรตใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 10 วินาที และไม่มีการคาลิเบรตกับลำโพงซับวูฟ-เฟอร์ ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ แต่ก็ระวังนิดหนึ่ง อย่าตกใจ เพราะลำโพงแต่ละแชนเนลมันจะดังขึ้นมาในระดับเลเวลที่เกือบสูงสุด

ถ้าถามว่าการ set up อัตโนมัติของ JBL BAR 5.1 ตัวนี้ มันทำอะไรกันบ้าง ที่แน่ ๆ คือมันเซตความดังของแต่ละแชนเนลให้กลมกลืนกัน ส่วนเรื่อง Time delay ผมไม่แน่ใจ เพราะว่าเพียงแค่ปล่อยพิงค์นอยซ์ออกมาอย่างเดียวเพียงแค่นี้ไม่น่าจะพอ แต่ถ้ามันสามารถกำหนด delay Time ได้ด้วยการคาลิเบรตเพียงแค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมาก

แต่เชื่อไหมครับว่าผลลัพธ์ของมันที่ออกมา ทำเอาผมเลิกตั้งคำถามแบบนี้กับมันเลย

Sit & Listen
Sand Castle เป็นหนังสงครามที่ย้อนกลับไปเมื่อสมัยทหารอเมริกันบุกอิรัก เดินเรื่องผ่านพลทหารนายหนึ่งที่ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับการมารบที่นี่เท่าไหร่ ระบบเสียงเป็น Dolby Digital 5.1 เล่นผ่าน Application Netflix ในทีวี ที่มั่นใจว่าส่งผ่านสัญญาณ 5.1 มาทางช่อง HDMI (ARC) แน่ ๆ BAR 5.1 ของ JBL ตัวนี้จะแสดงผลคำว่า Dolby ขึ้นมาแวบเดียวครับแล้วก็เลื่อนหายไป

เริ่มตั้งแต่ฉากแรกที่ยกพลทหารราบเข้าไปยึดตัวเมือง บรรยากาศในสงครามที่คละคลุ้งไปด้วยเสียงระเบิด เสียงกระสุน มันเป็นเสน่ห์ของหนังที่ต้องมีระบบเสียงเซอร์ราวด์ที่ถูกโฉลกกับหนังประเภทนี้เป็นยิ่งนัก

ต้องบอกว่าเสียงเซอร์ราวด์ของ BAR 5.1 ตัวนี้ เอาคะแนนเต็ม 10 ไปเลยกับการถ่ายทอดบรรยากาศแบบนี้ เสียงเอฟเฟกต์จากซับวูฟเฟอร์ที่ลึกและกระชับ มีปริมาณและความถี่ี่ตอบสนองครอบคลุมเพียงพอ ทำให้รู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดกระจายอยู่หลายที่ไกล ๆ ออกไป

ในฉากนี้ทีมพระเอกของเราต้องวิ่งผ่านระเบิดควัน โดยมีกล้องแทนมุมมองสายตาของเราเหมือนวิ่งตามไปด้วย ตอนที่วิ่งผ่านระเบิดควันที่ตกอยู่บนพื้น เสียงฟู่ฟู่ของระเบิดควันดังขึ้นระหว่างลำโพงซาวด์บาร์ตัวหลักกับลำโพงเซอร์ราวด์ด้านขวาแพนไล่ตั้งแต่ด้านหน้ามาจนถึงด้านข้าง และจางหายไป

แค่นี้ก็วัดได้ว่าการทำงานของโปรเซสเซอร์และการควบคุมตำแหน่งของเสียงระหว่างลำโพง ถือว่าไม่ได้น้อยหน้าชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ ๆ เลย

นี่ไม่นับเรื่องการถ่ายทอดเสียงที่มีความกลมกลืนไม่มีสะดุดเรื่องระดับความดังที่มาจากลำโพงแต่ละตัว หรือว่าการส่งผ่านเสียงเซอร์ราวด์ด้วยวิธีไม่ใช้สายมันจะดีกว่าการใช้สายลำโพงไปซะแล้ว

ในโรงภาพยนตร์ใหญ่ ๆ ที่ใช้สายลำโพงเป็นสิบ ๆ เมตรเป็นร้อย ๆ เมตร ก็คงอาจเป็นไปได้ แต่นี่ในห้องโฮมเธียเตอร์ที่ไม่ได้ลากสายลำโพงเซอร์ราวด์กันยาวขนาดนั้น น่าจะเป็นเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นจากการใช้สายลำโพงมากกว่า

ในกรณีแบบนี้แน่นอนว่าลำโพงเซอร์ราวด์ของชุดนี้เปรียบก็เหมือนกับเป็นลำโพง Active ไร้สายตัวนึงดี ๆนี่เอง ซึ่งต้องมีภาคขยาย มีภาค DAC และมีแบตเตอรี่เพื่อจ่ายกำลังไฟในตัว จะขาดแต่ก็เปลี่ยนว่ามันไม่สามารถเอาไปใช้งานต่อกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ของเราได้อย่างอิสระเหมือนกับลำโพงไร้สายบลูทูธทั่วไป มันต่อกับ BAR 5.1 เท่านั้น

JBL จะควบคุมการปรับแต่งเสียงของซาวด์บาร์ชุดนี้ผ่านทาง Remote Control ที่เขียนว่า Sound mode ตามคู่มือ จะแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ ด้วยกันก็คือ โหมดที่ทำให้เสียงทั้งหมดออกมาเหมือนกันทั้งหมดทุกลำโพงที่เขาเรียกว่า Mono Mix

ซึ่งก็คล้าย ๆ กับระบบ Matrix สมัยหนึ่งที่นิยมใช้กันใน AV Receiver ซึ่งแน่นอนว่ามันเหมาะกับการเอาไปใช้กับแหล่งโปรแกรมที่ไม่ได้เข้ารหัสมาเป็นระบบเสียงเซอร์ราวด์อย่างพวกเพลง 2 แชนเนล หรือว่าเป็นรายการทีวีต่าง ๆ ทำให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงเซอร์ราวด์น่าฟังขึ้น

ตารางการทำงานของระบบเสียง เมื่อเลือกโหมดเสียงต่าง ๆ

แต่ถ้าเมื่อใดต้องการที่จะให้เสียงซาวนด์มันสร้างบรรยากาศแบบที่สตูดิโอบันทึกมา ก็ต้องกลับไปอีกโหมดหนึ่งตามตาราง ซาวด์บาร์ตัวนี้ก็มีให้เลือกใช้ตามชนิดของแหล่งโปรแกรมชัดเจนโดยเฉพาะในหมวดการดูภาพยนตร์จากพวก Streaming โปรแกรมที่เข้ารหัสมาในแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Dolby Digital หรือแม้กระทั่ง DTS 5.1 มันก็สามารถถอดรหัสได้ ซึ่งก็ออกมาดีเสียด้วยสิ

อีกจุดหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือเรื่องของ effects จากซับวูฟเฟอร์ของซาวด์บาร์ JBL ทุกตัวจะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เทียบได้กับเสียงของเซอร์ราวด์ในชุดใหญ่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนชอบการดูหนัง ดูภาพยนตร์เป็นหลัก นี่อาจเป็นซาวด์บาร์ที่ต้องแนะนำให้ฟังเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

มันมีทั้งพละกำลังและการควบคุมเสียงความถี่ต่ำที่ออกมาได้อย่างแม่นยำ ผมแทบไม่ได้เซตอะไรเลยกับซับวูฟเฟอร์ของ BAR 5.1 ตัวนี้ แค่เอาไปวางไว้ในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่เท่านั้น

ลองดูอีกเรื่องหนึ่ง I Am Legend ที่มี วิล สมิธ กับหมาของเขาเล่นเป็นตัวนำอยู่เกือบครึ่งเรื่อง เรื่องนี้จะว่าไปก็เกือบ 10 ปีแล้ว แต่การบันทึกเสียงถือว่าสุดยอด มาฟังกันในแบบ Streaming ผ่านทีวีที่ต่อออกมาผ่านช่อง HDMI (ARC) ปรับเป็นโหมด Dolby Digital 5.1 เข้า Sound Bar ตัวนี้

อย่าลืมดูที่ทีวีให้ส่งสัญญาณออกมาเป็น Dolby Digital หรือ bitstream ก่อนเป็นอันดับแรก อย่าง BAR 5.1 ตัวนี้ของ JBL ถ้าเกิดว่ากำหนดให้สัญญาณออกมาเป็น PCM (Plus Code Modulation) ที่สัญญาณที่ถูกถอดรหัสออกมาเรียบร้อย แต่ก็ยังเป็นที่ดิจิทัลอยู่มันไม่ส่งผลดีเลยเพราะระดับความดังของแชนเนลต่าง ๆ มันผิดเพี้ยนไปหมด

โดยเฉพาะของซับวูฟเฟอร์ กับหนังเรื่องนี้ ผมพูดได้เต็มปากว่ามันถ่ายทอดคุณสมบัติของระบบเสียงเซอร์ราวด์จากสตรีมมิ่งเซอร์วิสได้ครบทั้ง Dynamic ที่ทำให้ตื่นเต้น ฉากเอฟเฟกต์ที่โอบล้อมขยายเลยออกมาด้านข้าง มันเติมเต็มเสียงระหว่างลำโพงซาวด์บาร์ด้านหน้ากับเซอร์ราวด์ทั้ง 2 ข้างได้เนียนกริบแบบไร้รอยต่อให้สะดุดอีกครั้ง

จากเรื่องการแกะรอยประวัติศาสตร์ใน Inferno กับ Format เสียงที่เป็น DTS Master Audio 5.1 ฉากที่ทอม แฮงค์ ปีนรั้วลุยสวนเข้าไปในพาลาซโซ เวคคิโอ เพื่อเข้าไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวหนังสือปริศนาบนรูปภาพ ในฉากนี้การไล่ล่า 2 คนนี้มีการถ่ายทำโดยใช้ Drone เป็นตัวแทนของสายตาบินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากกับชุดลำโพงเซอร์ราวด์ตัวเล็ก ๆ ชุดนี้ ที่มันให้ตำแหน่งและมิติ ถึงขนาดระบุตำแหน่งและขนาดของวัตถุที่ลอยอยู่รอบ ๆ ศีรษะได้เลย

ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีให้กับเสียง effect ของซับวูฟเฟอร์ที่ต้องเรียกว่า ‘เอาอยู่’ ในทุก ๆ ซีน ต้องย้ำกันอีกครั้งว่า จุดเด่นของซาวด์บาร์ชุดนี้ผมว่าอยู่ที่การถ่ายทอดทิศทางของเสียงในระบบเซอร์ราวด์ แถมยังเป็นลำโพงขนาดเล็กที่ให้ Dynamic ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ก็ต้องยอมรับว่าระดับความแตกต่างของไฟล์สัญญาณดิจิทัลที่ป้อนเข้าไปให้มันไม่ว่าจะเป็น Dolby Digital หรือ DTS 5.1 มันก็จะถ่ายทอดความรู้สึก ความเข้มข้นของเสียงแตกต่างกันตามบรรทัดฐาน ผมกำลังจะบอกว่าถ้าได้ไฟล์ที่มีความละเอียดสูง ๆ มันก็จะยิ่งให้รายละเอียดและความแม่นยำทุกตำแหน่งของเสียงได้มากยิ่งขึ้น

ตอนที่เล่นจาก Streaming service ว่าดีแล้ว เพราะเล่นผ่านแหล่งโปรแกรมที่ให้ความละเอียดของภาพและเสียงสูงขึ้น มันก็ยิ่งแสดงศักยภาพของเสียงออกมาได้ชัดเจนขึ้นไปอีก

Conclusion
ลำโพงทั้ง 5 แชนเนล ที่จริง ๆ แล้วเราเห็นมันแค่ 3 ตัว เพราะใน 3 แชนเนล หน้ามันรวมอยู่ตัวเดียวกันข้างหน้าทั้งหมด แต่ยังสามารถให้ช่องว่าง ช่องไฟ และการวางตำแหน่งของเสียงในทุก ๆ จุด ออกมาได้ดีในระดับที่ไม่จำเป็นต้องใช้โปรเซสเซอร์เก่ง ๆ ความเร็วสูง ๆ เท่านั้น

ไม่เว้นแม้เสียงที่ขยับสูงขึ้นไปอยู่บนหัว อาจจะไม่ถึงกับชัด แต่ก็สะกิดความรู้สึกได้ ต้องยกความดีให้กับทีมวิศวกรของ JBL ที่สามารถยกระดับของลำโพงซาวด์บาร์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยลำโพงเล็ก ๆ อีกแค่สองตัวเท่านั้น

ต้องจับตามองว่า JBL สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับลำโพงซาวด์บาร์อีกแล้ว หลังจากในซีรีส์ SB เดิมเขาก็จับตลาดในกลุ่มคนที่ชอบดูหนังเป็นหลัก

พอมาถึง BAR ซีรีส์ตัวนี้ ก็เพิ่มศักยภาพของลำโพงเซอร์ราวด์จริง ๆ เข้าไปกับความหนักแน่นเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้ว จุดประสงค์หลักของคนที่เลือกซาวด์บาร์ตัวนี้ ก็คงต้องเป็นคนที่ชอบดูหนังในระบบเสียง 5.1 เป็นหลักแน่นอน

ซึ่งก็ไม่ว่าจะจาก Videos Streaming Service หรือแหล่งโปรแกรมจากหนังแผ่นอื่น ๆ สุ้มเสียงความเป็น เซอร์ราวด์ของซาวด์บาร์ตัวนี้อาจจะทำให้คุณลืมชุดเครื่องเสียงที่ยุ่งยากเทอะทะไปเลยก็ได้ มันสร้างบรรยากาศให้คุณเคลิ้มได้จนลืมไปว่าเสียงทั้งหมดมันมาจาก Sound Bar ตัวเล็ก ๆ 3-4 ตัวเท่านั้น นี่แหละอย่างที่ผมบอก มันเป็นยุคใหม่ของระบบเสียงเซอร์ราวด์โดยแท้..

จุดเด่น
– มีการแสดงผลด้านหน้าขนาดใหญ่ เข้าใจง่าย
– สามารถเล่นไฟล์เพลงผ่าน USB Port ได้
– เป็นชุดซาวด์บาร์ wireless แบบ 5.1 ที่ใช้งานไม่ยุ่งยาก

ข้อสังเกต
– บางครั้งที่ลำโพงเซอร์ราวด์และซับวูฟเฟอร์ไม่ทำงานขึ้นมาพร้อมกันอย่างอัตโนมัติเมื่อเปิดลำโพงหลักขึ้นมา
– ทำงานกับสัญญาณอินพุตที่เป็น PCM ยังไม่ดีนัก


นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด
โทร. 0-2256-0020-9
ราคา 28,900 บาท (โปรโมชัน) / ปกติ 40,000 บาท

Exit mobile version