โดยปกติแล้วอุปกรณ์สวมใส่ประเภท fitness หรือ health tracker ส่วนใหญ่นั้นได้ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานแทนนาฬิกาข้อมือหรือสมาร์ทวอทช์รุ่นพื้นฐานได้ด้วย แต่อาจจะไม่มีบางคุณสมบัติอย่างที่พบได้ในสมาร์ทวอทช์รุ่นพรีเมียมหรือสมาร์ทวอทช์กลุ่มสปอร์ต ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อ GPS เพื่อเปิดกว้างสำหรับการใช้งาน ตลอดจนความละเอียดแม่นยำในส่วนของซอฟต์แวร์
ทว่าคงต้องยกเว้น fitness/health tracker รุ่นพรีเมียมอย่าง Fitbit Charge 5 เพราะว่ามันได้ถูกออกแบบมาให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในดีไซน์และราคาที่ไม่ได้หนีไปจากความเป็น fitness/health tracker มากนัก
คุณสมบัติพื้นฐานและการออกแบบ
Fitbit Charge 5 มาในดีไซน์ที่ดูเรียบหรูพรีเมียม พร้อมทั้งขนาดที่กะทัดรัด ขณะเดียวกันยังมาพร้อมกับหน้าจอสี AMOLED แบบทัชสกรีนขนาด 1.04 นิ้ว ที่มีรายละเอียดความคมชัดระดับ 326ppi พร้อมทั้งคุณสมบัติ Always-on-Display ช่วยเพิ่มความสะดวกในการมองเห็นขณะออกกำลังกาย หรือในระหว่างการใช้งานทั่วไป
สำหรับระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ Fitbit Charge 5 มี GPS ในตัว สามารถใช้งานนอกอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมโหมดการออกกำลังยอดนิยมกว่า 20 รูปแบบ รวมถึงระบบตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ และตรวจจับค่าประมาณ VO2 max ของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ Fitbit Charge 5 ยังเป็น tracker ตัวแรกที่มีเซนเซอร์ EDA (electrodermal activity) ทำหน้าที่คอยวัดการตอบสนองของร่างกายของผู้ใช้งานต่อความเครียด โดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของต่อมเหงื่อบริเวณนิ้วมือ
ซึ่งทางผู้ผลิตพบว่า 70% ของผู้ใช้ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจลงได้ ในระหว่างการทำ EDA Scan เป็นเวลา 2 นาที ซึ่งพิสูจน์ว่าเครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วยลดความเครียดได้จริง นอกจากนั้นยังมีเซ็นเซอร์ 3-axis accelerometer, ECG sensor, optical heart rate monitor และ vibration motor พร้อมทั้งคุณสมบัติการเชื่อมต่อไร้สายทั้ง Bluetooth 4.0 และ NFC
แบตเตอร์รี่สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 7 วัน ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง หรือถ้าหากใช้งานโดยการเปิดรับสัญญาณ GPS อย่างต่อเนื่อง เวลาใช้งานของแบตเตอรี่จะลดลงมาเหลือ 5 ชั่วโมง
ตัวเรือนของ Fitbit Charge 5 ซึ่งผลิตจากโลหะสเตนเลสมีน้ำหนักเพียงแค่ 28 กรัมเท่านั้น อีกทั้งยังออกแบบให้สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร สำหรับราคาจำหน่ายของ Fitbit Charge 5 ในประเทศไทยอยู่ที่ 7,690 บาท
ซอฟต์แวร์เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย
นอกจากด้านฮาร์ดแวร์แล้ว ในส่วนของแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ทางฟิตบิทก็ยังคงจัดเต็มเหมือนเช่นเคย เช่น ฟังก์ชัน Active Zone Minutes ตัวช่วยในการปรับเปลี่ยนความหนัก-เบาของการออกกำลังกาย โดยวัดจากกิจกรรมส่วนบุคคลที่นอกเหนือจากการก้าวเดินตามปกติ
ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ – ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจในปัจจุบันและวัดการเผาผลาญพลังงานได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมี Heart Rate Variability ช่วยติดตามการแปรผันของหัวใจ
เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจที่จะสามารถบ่งบอกสภาวะร่างกายของบุคคลในขณะนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น สภาวะผ่อนคลาย หรือ สภาวะความเครียดต่าง ๆ เพื่อผู้ใช้ได้รับรู้ท่วงทันและสามารถปรับสมดุลร่างกายให้กลับสู่สภาวะดังเดิม
นอกจากนั้นยังช่วยดูอัตราการหายใจ และเซ็นเซอร์วิเคราะห์ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดแดง หรือ SpO2 ที่เกี่ยวข้องกับการเต้นของหัวใจที่มาพร้อมกับ Health Metrics Dashboard แสดงข้อมูลดูแลสุขภาพในแอปพลิเคชันที่พัฒนามาล่าสุด
ขณะที่ Stress Management Score ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารความเครียด โดยประเมินระดับความเครียดของร่างกายผู้ใช้แบบรายวัน โดยวิเคราะห์ระดับกิจกรรม การนอนหลับและอัตราการเต้นของหัวใจ
สำหรับผู้ที่ใช้งานบริการเสริมอย่าง Fitbit Premium ที่เพิ่มความสามารถให้กับตัว tracker มากขึ้นไปอีก ล่าสุดก็ได้นำเสนอหลักสูตร StrongWill ซึ่งเป็นโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเรียกเหงื่อและกระตุ้นฮอร์โมน (เอ็นดอร์ฟิน) ถึง 6 รูปแบบ พร้อมสนุกไปกับทีมเทรนเนอร์ของวิลล์สมิธในรูปแบบเสมือนจริง เพื่อให้การออกกำลังกายนั้นมีสีสันมากยิ่งขึ้น
แกะกล่องลองใช้งาน
Fitbit Charge 5 ที่เราได้รับมารีวิวเป็นรุ่นสายซิลิโคนสีขาว Lunar White ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลสี Soft Gold ดูหรูหราสวยงามเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ตัวเรือนมีน้ำหนักเบาเพียง 28 กรัม เมื่อประกอบกับตัวเรือนที่มีขอบโค้งมน ทำให้ Fitbit Charge 5 เป็นแทรกเกอร์ที่สวมใส่ได้สบายข้อมือเลยทีเดียว
บนกล่องสินค้าระบุชัดเจนว่าให้ทดลองใช้งาน Fitbit Premium ได้นานถึง 6 เดือน ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ใช้งานจะได้ลองฟีเจอร์ต่าง ๆ ใน Fitbit Premium อย่างเต็มที่
อุปกรณ์ที่มาพร้อมกันในกล่องก็มีสายชาร์จ USB ที่เป็นแบบแม่เหล็กออกแบบมาสำหรับใช้งานกับ Fitbit Charge 5 โดยเฉพาะ ติงนิดหนึ่งว่าสายชาร์จที่ให้มานั้นสั้นไปหน่อย หากว่าที่ชาร์จอยู่ใต้โต๊ะอาจใช้งานไม่สะดวกนัก ในกล่องยังมีสายด้านที่เป็นรูเข็มขัดต่างขนาดความยาวมาให้เลือกใช้อีก 1 เส้น
ก่อนอื่นต้องบอกว่าดีไซน์ของ Fitbit Charge 5 นั้นเหมาะมากกับการใส่ต่อเนื่องทั้งวัน เพราะว่าน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัดมาก อารมณ์เหมือนใส่ wristband เส้นโตหน่อยเท่านั้นเอง แต่ตัวเครื่องกลับบรรจุเอาไว้ด้วยประสิทธิภาพเกินตัว
เช่น หน้าจอที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเรือน มีความสว่างและความคมชัดใช้งานได้สะดวกทั้งในอาคารและกลางแจ้ง (อ่านค่าบนหน้าจอได้ง่ายกว่า Charge 4) การควบคุมทั้งหมดเป็นแบบทัชสกรีน เซ็นเซอร์มีทั้งที่ติดตั้งไว้ด้านล่างสัมผัสกับหลังข้อมือ และเซ็นเซอร์ที่ด้านข้างตัวเรือน
ภาพรวมของการใช้งานเรียกว่าอะไรที่เราเคยประทับใจจากแทรกเกอร์รุ่นก่อน ๆ ของฟิตบิทก็ยังคงพบเจอได้ใน Fitbit Charge 5 โดยเฉพาะการติดตามการนอนหลับ และการติดตามการออกกำลังกาย
ซึ่งอย่างหลังนี้เรามีโอกาสได้ลองแค่การออกกำลังกายเบา ๆ เท่านั้น ยังไม่มีโอกาสได้ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งสักเท่าไรเนื่องจากในเวลานี้ยังอยู่ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ แต่เท่าที่ลองระบบ GPS คร่าว ๆ ถือได้ว่ามีความแม่นยำเลยทีเดียว
สำหรับอีกหนึ่งไฮไลต์คือระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่คอยตรวจตราสุขภาพของเราซึ่งอัดแน่นมาในแทรกเกอร์รุ่นนี้โดยเฉพาะการวัดการตอบสนองของร่างกายของผู้ใช้งานต่อความเครียดที่เพิ่มเข้ามา มีส่วนช่วยให้การ Work From Home ในช่วงนี้เกิดสมดุลในลักษณะ Work-Life Balance ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานรวมกับ Health Metrics Dashboard ที่มีรายละเอียดของข้อมูลให้พินิจพิเคราะห์ละเอียดมากขึ้น
สำหรับเรื่องของแบตเตอรี่นั้นหากไม่ได้ใช้งานกลางแจ้งและเปิดใช้ GPS สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ราว ๆ 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดีหากว่าต้องการใช้งานฟีเจอร์ Always-on-Display เพื่อความสะดวกในการใช้งานแบตเตอรี่จะหมดค่อนข้างเร็วเลยทีเดียว อาจจำเป็นต้องชาร์จไฟกันแบบวันต่อวัน
Fitbit Charge 5 เหมาะกับใคร ?
ในงบเท่า ๆ กันนี้อาจหาเราอาจหาซื้อสมาร์ทวอทช์แบรนด์เนมระดับเริ่มต้นหรือระดับกลางได้สักเรือน แต่ถ้าเราไม่ได้ต้องการใช้งานแอปฯ อะไรมากมาย อาจพิจารณาเป็นอุปกรณ์ประเภท health/fitness tracker อย่างนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน
โดยเฉพาะผู้ที่เน้นการใช้งานที่ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ค่อนข้างครบเครื่องทั้งด้านการดูแลสุขภาพและการบริการร่างกาย มีฮาร์ดแวร์ที่ผสานกับซอฟต์แวร์ได้อย่างลงตัว ยิ่งถ้าชอบสไตล์การออกแบบที่ดูเรียบหรูแบบไม่ต้องโอ่อ่าอย่างนี้ด้วยแล้ว Fitbit Charge 5 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว
