McIntosh MHA200 แอมป์หูฟังหลอดรุ่นใหม่ ในดีไซน์ที่คุ้นเคย
McIntosh ได้เพิ่มไลน์สินค้าครอบคลุมตลาดคนเล่นหูฟังมากขึ้นด้วยแอมป์หูฟังหลอดสุญญากาศรุ่นใหม่ MHA200 ที่ทางผู้ผลิตคุยว่าสามารถขับหูฟังได้เกือบทุกรุ่นในเวลานี้
McIntosh MHA200 มาในดีไซน์แบบที่แฟนเครื่องเสียงแมคอินทอชคุ้นเคย พร้อมด้วยขนาดที่กะทัดรัด (กว้าง 15.6 ซม. และลึก 23.2 ซม.) โดดเด่นด้วยป้ายโลโก้ยี่ห้อขนาดใหญ่ด้านหน้าเครื่อง ในส่วนของวงจรขยายสัญญาณเสียงประกอบไปด้วยหลอดสุญญากาศเบอร์ 12AT7 และ 12BH7A อย่างละคู่
หลอด 12AT7 นั้นทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงขั้นต้นที่รับเข้าทางอินพุต ขณะที่หลอด 12BH7A ทำหน้าที่ขยายกำลังในภาคเอาต์พุตเพื่อขับหูฟัง
![]()
MHA200 มาพร้อมกับเทคโนโลยีเฉพาะของ McIntosh หลายส่วน โดยเฉพาะเทคโนโลยีหม้อแปลง Unity Coupled Circuit อันเลื่องชื่อซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนามาตั้งแต่ปีค.ศ. 1949 และยังคงใช้งานอยู่ในเครื่องขยายเสียงรุ่นใหญ่ในปัจจุบันของ McIntosh เอง
หลักการของหม้อแปลง Unity Coupled Circuit คือการที่ทีมวิศวกรของ McIntosh ได้ออกแบบหม้อแปลงให้สามารถเชื่อมโยงระหว่างภาคขยายสัญญาณที่เป็นหลอดสุญญากาศ ภาคเอาต์พุตหูฟังให้ทำงานผสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถจ่ายกำลังขับหูฟังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่สนใจว่าโหลดจะมีความแปรผันไปหรือไม่
นั่นหมายความว่าหม้อแปลงดังกล่าวสามารถทำให้ MHA200 สามารถขับสัญญาณได้อย่างเต็มกำลังโดยไม่เกี่ยงว่าจะใช้หูฟังที่มีอิมพิแดนซ์เท่าไร โดยไม่ต้องคำนึงถึงการแมตชิ่งระหว่างอิมพิแดนซ์ของหูฟังที่ใช้กับอัตราขยายแรงดันไฟฟ้าของภาคขยายเสียง
McIntosh MHA200 มีขั้วต่อเอาต์พุตหูฟังให้เลือกใช้งานทั้งขั้วต่อบาลานซ์ XLR แบบ 3 ขา และขั้วต่อบาลานซ์สเตริโอ XLR แบบ 4 ขา รวมทั้งขั้วต่อเอาต์พุตแบบซิงเกิลเอนด์อันบาลานซ์ทางแจ็ค 6.35mm ด้านขั้วต่อรับสัญญาณอินพุตมีให้เลือกใช้ทั้งแบบบาลานซ์และอันบาลานซ์
![]()
นอกเหนือจากขนาดที่ค่อนข้างกะทัดรัดแล้ว McIntosh ยังได้พยายามทำให้ MHA200 ง่ายกับการใช้งานมากขึ้น อินพุตบาลานซ์นั้นเปิดโอกาสให้สามารถเชื่อมต่อสายสัญญาณที่มีความยาวกว่าปกติได้เพื่อความยืดหยุ่นในการจัดวาง และถ้าหากว่าเชื่อมต่อใช้งานกับเครื่องเสียงของ McIntosh เอง ฟีเจอร์ Power Control จะช่วยให้ MHA200 สามารถเปิด-ปิดเครื่องได้พร้อมกับเครื่องเสียง McIntosh ชิ้นอื่น ๆ ในซิสเตมได้โดยอัตโนมัติ
McIntosh MHA200 พร้อมวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ ในราคา $2,500 หรือประมาณ 76,xxx บาท
ที่มา: Mcintosh