สิ้นสุดการรอคอย ชมภาพ Night Mode จากกล้องของ iPhone 11
หลังจากเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่อย่าง iPhone 11 เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หนึ่งในฟีเจอร์น่าสนใจที่ Apple ทำให้ iPhone 11 มีความแตกต่างจากไอโฟนรุ่นก่อนหน้านี้ทั้งหมดคือการปรับปรุงการถ่ายภาพในที่มืด ด้วยฟีเจอร์ Night Mode
Night Mode ใน iPhone 11 คือการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ machine learning ของ Apple มาช่วยปรับปรุงคุณภาพของรูปถ่ายในบริเวณที่สภาพแสงน้อย
จากภาพตัวอย่างที่ Apple ได้แสดงในการงานเปิดตัวนั้นสามารถมองเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเมื่อเปิดและปิดการใช้งาน Night Mode ใน iPhone 11

แล้วในโลกความเป็นจริงล่ะ Night Mode ของ Apple จะทำได้อย่างที่คุยไว้หรือเปล่า ล่าสุดมีผู้ใช้ทวิตเตอร์บัญชี Coco Rocha ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Canadian model and Nomad Management Modeling Agency ได้ทวิตภาพถ่ายในเวลาค่ำคืนที่ถ่ายด้วย iPhone 11 Pro Max เปรียบเทียบกับภาพที่ได้จาก iPhone X
Don’t ask me how but I got my hands on the new iPhone 11 tonight! 🤫 Swipe through to see the difference between the 11 and the X in low light. 👀#notsponsored #butapplecansponsorme #callmypeople #timapple #iphone11promax #iphoneevent #iphone11 pic.twitter.com/wZHn6ugRQv
— Coco Rocha (@cocorocha) September 12, 2019
ชัดเจนว่าภาพที่ได้จาก iPhone 11 Pro Max ดูสวยงามกว่า สว่างกว่า ทั้งยังเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าทั้งในบริเวณที่เป็นไฮไลต์ และที่เป็นเงามืด โดยที่ไม่ต้องเปิดใช้แฟลช
ฟีเจอร์ Night Mode นี้มีมาในไอโฟนรุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max และจะเปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าอยู่ในสภาพแสงน้อย
Apple ยังได้อธิบายการทำงานของ Night Mode ว่าเมื่อถ่ายในโหมดนี้กล้องจะทำการเก็บภาพทีละหลาย ๆ ช็อตอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งอาศัยระบบกันสั่นแบบออปติค (Optical Image Stabilization, OIS) ช่วยป้องกันการสั่นไหว
จากนั้นซอฟต์แวร์ในไอโฟนรวมภาพจำนวนหลาย ๆ ช็อตนั้นให้เป็นภาพเดียวโดยที่ไม่นับรวมภาพที่พบว่ามีการเบลอของภาพมากเกินไป จากนั้นก็ทำการปรับคอนทราสต์และสีสันในภาพให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติ ขั้นตอนสุดท้ายคือการลดสัญญาณรบกวนในภาพ
ปัจจุบันโหมดถ่ายภาพกลางคืนเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของกล้องในสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงระดับเรือธงหลาย ๆ ยี่ห้อที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ การที่ Apple ตัดสินใจใส่คุณสมบัตินี้มาใน iPhone 11 จึงเป็นการปิดอีกหนึ่งจุดอ่อนของไอโฟนรุ่นที่ผ่านมาทั้งหมด แม้ว่า Apple จะยอมรับจุดอ่อนนี้ช้าไปเสียหน่อยก็ตาม