ทำยังไงให้มือถือแปลงร่างเป็นเครื่องเสียงไฮไฟ
เมื่อไม่นานนี้มีข่าวว่าสิทธิบัตรในฟอร์แมตไฟล์ mp3 ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อม ๆ กับมีข่าวว่าทางผู้คิดค้นฟอร์แมตนี้จะเลิกสนับสนุนมันเสียแล้ว นั่นหมายความว่าอีกไม่นานฟอร์แมต mp3 จะถูกแทนที่ด้วยไฟล์ฟอร์แมต aac ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า
แต่ไม่ว่าจะ mp3 หรือว่า aac ผมว่าก็ไม่น่าเสียดายนักหรอกครับ เพราะทั้งคู่เป็นไฟล์เสียงแบบบีบอัดที่มีการสูญเสียของข้อมูลอย่างมาก (lossy compression) และให้คุณภาพเสียงในระดับ low fidelity ที่ฟอร์แมตทั้งสองประสบความสำเร็จได้ก็เพราะถูกค้นพบในยุคที่เรายังมีอินเตอร์เน็ตที่แสนจะเชื่องช้า หน่วยความจำข้อมูลมีราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูงมาก การบีบอัดไฟล์เสียงจึงอาจจะยังมีความจำเป็น
แต่ในปัจจุบันเรามีสมาร์ทโฟนที่มีหน่วยประมวลผลทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ราคาเท่า ๆ กันเมื่อสิบปีก่อน เรามีอินเตอร์ความเร็วสูง และหน่วยความจำข้อมูลประสิทธิภาพสูงที่ราคาย่อมเยาลงมาก ผมมองไม่เห็นความจำเป็นเลยครับที่จะต้องไปแคร์การอยู่หรือไปของฟอร์แมตไฟล์บีบอัพเสียงคุณภาพต่ำอย่าง mp3 และ aac
เหมือนที่ทุกวันนี้เราเคยชินกับวิดีโอ Full HD ที่เข้าถึงง่ายดายเสียเหลือเกินจนไม่มีใครสนใจว่าภาพจาก VCD หรือ DVD จะล้มหายตายจากไปหรือยังนั่นแหละครับ
“ไม่สนใจ mp3 และ aac แล้วจะสนใจอะไรดี” ผมมองว่าในยุคนี้นอกจากเราจะมีไฟล์คุณภาพสูงที่สามารถริบได้จากแผ่นซีดีเป็นฟอร์แมต lossless (.flac) หรือ uncompressed (.wav) แล้ว ในปัจจุบันยังมีไฟล์เสียงดิจิตอลรายละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เป็นอีกหนึ่งเลือกสำหรับการเสพเสียงดนตรี ‘อย่างมีคุณภาพ’ อีกด้วยครับ
และที่ยกตัวอย่างสมาร์ทโฟนมาก่อนหน้านี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันเราสามารถฟังไฟล์เสียงคุณภาพสูงเหล่านี้ได้จากสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ที่ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของเราไปแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายและไม่ทำให้เราต้องลงทุนอะไรมากมาย แล้วคุณจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ควรอาลัยอาวรณ์ไฟล์เสียงคุณภาพต่ำอย่าง mp3 หรือ aac อีกต่อไป…
มือถือกับไฟล์ Hi-Res Audio
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าบทความนี้ขอเอาใจคนที่ใช้มือถือสมาร์ทโฟนค่ายแอนดรอยด์ก่อน ส่วนคนที่ใช้มือถือ iOS หรือตระกูลไอโฟนทั้งหลายเอาไว้มีโอกาสเหมาะ ๆ จะมาเขียนถึงอีกที ที่เริ่มจากแอนดรอยด์ก็เพราะว่าตัว OS ค่อนข้างจะเป็นระบบเปิดที่เอื้อกับการเล่นไฟล์ Hi-Res Audio มากกว่า
อีกทั้งสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่เล่น Hi-Res Audio ได้และผมเคยได้ลองมาแล้วกับมือยังมีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นราคาไม่กี่พันบาทอย่างเช่น Flash Plus 2, Meizu M2 Notes หรือ Wiko U Feel Prime ไปจนถึงรุ่นไฮเอนด์ราคาสองสามหมื่นอย่าง Huawei Mate 9, Samsung Galaxy S7 Edge หรือ Sony Xperia XZ
จากประสบการณ์ของผมสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นระดับเริ่มต้นราคาไม่กี่พันบาทส่วนมากก็รองรับการเล่นไฟล์เสียง lossless รวมถึงไฟล์ Hi-Res Audio แล้วนะครับ บ้างเล่นได้ถึง PCM 24bit/96kHz บางรุ่น DAC เสียงในตัวรองรับไปถึง PCM 24bit/192kHz เลยก็มีด้วยแอปฯ เล่นเพลงในตัวมันที่มาพร้อมกับเครื่องนี่แหละครับ
ส่วนรุ่นไฮเอนด์ทั้งหลายถ้าหากเป็นรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกมาในช่วงปีหรือสองปีนี้แทบทั้งหมดรองรับไปถึง PCM 24bit/192kHz กันหมดแล้ว รุ่นไหนไปไม่ถึงนี่นับว่าเชยมากครับ บางรุ่นระบุเลยด้วยซ้ำว่าเลือกใช้ Audio DAC เกรดไฮไฟจากผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับในวงการเครื่องเสียงซะด้วย ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
![]()
อ่อ นอกจากที่เล่าไปแล้ว จะมีอยู่บางยี่ห้อครับที่จะพิเศษกว่าเขาเพื่อน อย่างเช่นของยี่ห้อโซนี่ สมาร์ทโฟนของโซนี่ถ้าเป็นรุ่นระดับกลางขึ้นไปนอกจากจะเล่น PCM 24bit/192kHz ยังเล่นไฟล์เสียงฟอร์แมต DSD ได้อีกต่างหากครับ จากแอปฯ เล่นเพลงที่ติดมากับเครื่องนี่แหละครับ แถมยังมี CODEC สำหรับถอดรหัส DSD มาในตัวเครื่องเลย เรียกว่าไม่ให้เสียชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้กำเนิดไฟล์เสียงฟอร์แมต DSD เลยว่าอย่างนั้นเถอะ
อีกยี่ห้อก็คือ LG ที่พักหลังเน้นเรื่องคุณภาพเสียงมาก เช่น การใช้เทคโนโลยี Quad-DAC ในสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่หลาย ๆ รุ่น อย่างเช่น LG V30+ ที่ผมใช้งานอยู่ สามารถเล่น native DSD ได้โดย แถมยังรองรับฟอร์แมต MQA ด้วยต่างหาก
นอกจากมือถือแอนดรอยด์แล้ว ในปัจจุบันทราบว่ายังมีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาหรือ Digital Audio Player (DAP) อีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ระบบปฏิบัติการในตัวเครื่องเป็นระบบแอนดรอยด์เช่นกัน อย่างเช่น DAP ของยี่ห้อ AR เครื่องเล่นจำพวกนี้ใช้ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือก็จริงแต่ส่วนของฮาร์ดแวร์หรือวงจรในเครื่องส่วนที่เกี่ยวกับเสียงนั้นเขาก็จัดเต็มมาเลย
ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่แคร์เรื่องการลงทุนที่คาดหวังเรื่องความคุ้มค่าสูงสุดจะเลือกใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้เพื่อความสะดวกก็ย่อมได้เช่นกัน… แต่ถ้ายังคาดหวังเรื่องความคุ้มค่าจากการใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่ก็เลื่อนไปย่อหน้าถัดไปเลยครับ
USB Audio Player Pro แอปฯ เดียวเอาอยู่
แอปฯ เล่นเพลงส่วนใหญ่ที่มากับตัวสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์แม้จะรองรับการเล่นไฟล์เสียงแบบ lossless โดยเฉพาะไฟล์ .flac แต่ก็มักจะมีข้อจำกัดในการรองรับฟอร์แมตเสียง Hi-Res Audio แม้แต่ของยี่ห้อโซนี่เองก็ยังรองรับแค่ DSD ในระดับพื้นฐานนั่นคือ DSD64 แต่ยังไม่รองรับ DSD128 หรือในระดับที่เหนือไปกว่านั้น รวมทั้งระบบการจัดการ library เพลงก็ยังทำได้แค่ระดับพอใช้ได้เท่านั้น
แต่โชคดีที่ยังมีแอปฯ เล่นเพลงระดับมือถือแอนดรอยด์อยู่ตัวหนึ่งครับที่มีความสามารถเหนือแอปฯ เล่นเพลงพื้นฐานในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทุกรุ่นนั่นคือแอปฯ ชื่อ “USB Audio Player Pro” ดาวน์โหลดได้จาก Google Play Store ในราคา 312.57 บาท
“USB Audio Player Pro” พัฒนาโดยบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อ eXtream Software Development ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นแอปฯ เล่นเพลงในสมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นมากมายโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพเสียงและการรองรับ Hi-Res Audio
ด้านคุณภาพเสียงตัวแอปฯ รองรับการเล่นไฟล์เพลงทั้งแบบ native bit perfect และ compatible conversion สามารถเล่นฟอร์แมตไฟล์เพลงมาตรฐานยอดนิยมได้แทบทุกนามสกุลในโลกนี้ รวมถึงไฟล์ DSD (.dsf/.dff) หรือแม้แต่ไฟล์ .iso ที่ริบมาจากแผ่น SACD ก็มองเห็นและเล่นได้!
เรียกว่าไม่ได้เป็นรองแอปฯ เล่นเพลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เดสท้อปกันเลยทีเดียว ในส่วนของ Hi-Res Audio รองรับไฟล์ PCM สูงสุดถึงระดับ 32bit/384kHz สำหรับไฟล์ DSD รองรับไปถึง DSD256 (1bit/11.2896Mbit/s) !
“USB Audio Player Pro” สามารถเล่นได้กับทั้ง DAC ในตัวสมาร์ทโฟนเองและ Mobile USB DAC ที่นำมาต่อพ่วงจากภายนอก เนื่องจากตัวแอปฯ เองมี USB audio driver พิเศษที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้นทั้งหมด
ทำให้ตัวสมาร์ทโฟนสามารถมองเห็น Mobile USB DAC หรือ USB DAC ส่วนใหญ่ได้เลยเมื่อมีการต่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนผ่านตัวแปลงขั้วสัญญาณที่เรียกว่า OTG (USB HOST OTG CABLE) ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปทั้งในตลาดสินค้าไอทีและสินค้าดิจิตอลไฮไฟ
อีกหนึ่งความพิเศษของแอปฯ นี้ก็คือ ความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลงผ่านระบบเน็ตเวิร์ค ซึ่งรองรับทั้ง UPnP/DLNA Server และ Music Streaming Service (TIDAL, Qobus) คุณสมบัตินี้ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนักในแอปฯ เล่นเพลงทั่วไป โดยเฉพาะแอปฯ เล่นเพลงในสมาร์ทโฟน
ทำให้การสตรีมเพลงจากระบบเน็ตเวิร์คมาฟังมีคุณภาพที่ไว้ใจได้มากขึ้น และยังมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นด้วยจากซอฟต์แวร์เฉพาะของแอปฯ ตัวนี้
นอกจากนั้นแอปฯ USB Audio Player Pro ยังมีการอัปเดตที่ค่อนข้างบ่อย มีคุณสมบัติพื้นฐานของแอปฯ เล่นเพลงคุณภาพสูงอยู่ครบถ้วน รองรับการเล่นทั้งโหมด native bit perfect, sample rate conversion และ format conversion หรือจะเป็นลูกเล่นอย่างการปรับแต่งเสียงด้วย EQ ก็มี
หรือจะใช้งานเป็น UPnP Renderer ก็ได้ด้วยเช่นกัน ล่าสุดเพิ่มฟังก์ชั่น Crossfeed สำหรับหูฟังให้ฟังเหมือนกับว่าฟังจากลำโพงมาอีกต่างหากครับ
การตั้งค่าเบื้องต้น และการใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพา
ก่อนใช้งานแอปฯ USB Audio Player Pro ผมแนะนำให้เข้าไปตั้งค่าพื้นฐานที่ควรจะทราบก่อนการใช้งานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเน้นคุณภาพเสียงแนะนำให้ตั้งค่าตามนี้เลยครับ (เนื่องจากปัจจุบันตัวแอปฯ มีการอัปเดตไปมาก แนะนำให้ดูตามคลิปจะเป็นอะไรที่ทันสมัยกว่าในบทความครับ แต่โดยพื้นฐานก็จะคล้าย ๆ กัน)
![]()
การตั้งค่าให้เข้าหน้าหลัก มองหาสัญลักษณ์ 3 จุด ที่มุมขวาด้านบน แล้วเข้าไปที่ Settings > ‘Play through Android’ เพื่อให้สามารถใช้งาน DAC ในตัวสมาร์ทโฟน ติ้กที่หัวข้อ ‘Use USB DAC’ เมื่อต้องการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ USB DAC ภายนอกด้วย ในกรณีทั่วไปผมแนะนำให้ติ้กไว้ทั้งคู่เลยครับ เวลาเล่นมันจะเลือกเองโดยอัตโนมัติ
ในกรณีที่เราต้องการเก็บไฟล์เพลงเอาไว้ในสมาร์ทโฟนสามารถทำได้ทั้งเก็บไว้ในเมมโมรี่ของตัวเครื่องเอง หรือเมมโมรี่เสริมอย่าง microSD Card ที่สมาร์ทโฟนหลาย ๆ รุ่นสามารถใส่เพิ่มได้ ระบบ library ของแอปฯ จะมองหาและจัดระเบียบไฟล์เหล่านั้นให้เองตามหมวดหมู่ที่ไฟล์นั้น ๆ มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Artist, Artist Album, Albums, Playlists, Tracks, Genres หรือ Composers
![]()
ติ้กที่ ‘Bit perfect (USB Audio)’ เพื่อให้เวลาใช้งาน USB DAC ภายนอก สัญญาณที่ส่งออกไปจากสมาร์ทโฟนจะเป็นแบบ bit perfect ส่วน ‘Android sample rate’ แนะนำให้เลือกที่ ‘Variable rate’ สัญญาณที่ส่งไปยัง DAC จะเป็นไปตามสัญญาณเสียงต้นฉบับ ติ้กที่ ‘Auto scan on start-up’ เพื่อให้ระบบ library ของแอปฯ มองเห็นความเปลี่ยนของไฟล์เพลงที่เราได้เพิ่มหรือลบออกจากเครื่องโดยอัตโนมัติ
สำหรับหัวข้อ ‘DSD mode’ ก็ให้เลือกตามความสามารถของ DAC ในทางทฤษฎีถ้า DAC นั้น ๆ สามารถรองรับได้ ‘Native DSD’ จะให้คุณภาพเสียงดีที่สุด โดยมี ‘DoP (DSD over PCM)’ และ ‘DSD to PCM conversion’ รองลงไปตามลำดับ สำหรับ DAC ที่ไม่รองรับ DSD เลยอย่างเช่น DAC ในสมาร์ทโฟนทั่วไปก็ให้เลือกที่ ‘DSD to PCM conversion’
การเล่นไฟล์เพลงก็ตรงไปตรงมาครับ ไม่ต่างจากเวลาที่เราเล่นเพลงจากแอปฯ เล่นเพลงต่าง ๆ แต่ความสำคัญที่ต้องสนใจจะมาอยู่นี้ครับ คือในหน้าที่แสดงผลการเล่นเพลง (Now playing) ในหน้านี้จะแสดงข้อมูลสำคัญอยู่ 2 ส่วนด้วยกันดังรายละเอียดที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น
![]()
สำหรับหัวข้อ ‘Volume control’ แนะนำให้เลือกที่ ‘Hardware volume control (if available)’ คือถ้า DAC ที่คุณใช้งานในส่วนของการปรับความดังของเสียงแบบควบคุมด้วยฮาร์ดแวร์ซึ่งมักจะให้เสียงดีกว่าแบบที่ใช้ซอฟต์แวร์
อย่างเช่น Audioquest Dragonfly Red/Black หรือ iFi nano iDSD ตัวแอปฯ ก็จะไปใช้งานในส่วนนั้นแล้วบายพาสส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ให้โดยอัตโนมัติ
ในส่วน A จะแสดงว่าเราใช้งาน DAC ส่วนไหนอยู่และแสดง sample rate ที่ DAC นั้น ๆ กำลังเล่นอยู่ ถ้าแสดงผลว่า ‘Android’ หมายถึงใช้ DAC ในสมาร์ทโฟนอยู่
แต่ถ้าต่อ USB DAC ข้างนอกส่วนนี้จะแสดงผลเป็น ‘DAC’ อนึ่งในกรณีที่ใช้ DAC ในตัวสมาร์ทโฟน รายละเอียดในส่วนนี้ยังสามารถใช้พิสูจน์ได้ด้วยครับว่า DAC มีความสามารถในการรองรับสัญญาณ Hi-Res Audio ได้ถึงระดับใด
ในส่วน B จะแสดงผล sample rate, bit และ bit rate ของไฟล์เสียงต้นฉบับที่กำลังเล่นอยู่ในขณะนั้น ในกรณีที่ไฟล์เสียงที่เล่นนั้นมี resolution เกินความสามารถของ DAC ที่ใช้งานอยู่ ตัวแอปฯ จะจัดการแปลงสัญญาณลงมาอย่างเหมาะสม (ด้วยตัวคูณที่ลงตัว) เพื่อให้ DAC ที่เราใช้งานสามารถเล่นไฟล์นั้น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่นแบบ bit perfect
ซึ่งคุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีที่สุดเท่าเล่นแบบ native แต่ก็สามารถเล่นได้ด้วย คุณภาพเสียงที่ดีตามสมควร อย่างเช่นในกรณีนี้ที่เล่นไฟล์ DSD กับ DAC ในตัวสมาร์ทโฟน ซึ่งรองรับได้เพียง PCM 24bit/192kHz เท่านั้น ซอฟต์แวร์ของแอปฯ ก็แปลงไฟล์ DSD เป็น PCM 24bit และลด sample rate ลงมาเหลือ 176.4kHz เพื่อให้ DAC ในตัว Huawei Mate 9 สามารถเล่นไฟล์เพลงนี้ได้
เพลงมีมากมายไม่พอเก็บในเครื่อง สตรีมเอาก็ได้ไม่ใช่ปัญหา
ในบางกรณีที่เราไม่อยากเก็บเพลงทั้งหมดไว้ในเครื่อง หรือไฟล์เพลงของเรามีมากจนเกินจะเก็บในเครื่องได้ (แม้ว่าจะเสริมด้วย microSD Card แล้วก็ตาม) เราสามารถเก็บไฟล์เอาไว้ใน UPnP/DLNA Music Server แล้วค่อยสตรีมมาฟังด้วยแอปฯ นี้ก็ได้
สำหรับ UPnP/DLNA Music Server หากไม่ได้ใช้งานอุปกรณ์ประเภท NAS เรายังสามารถทำเองได้ง่าย ๆ จากการใช้งานฟังก์ชั่นของเราต์เตอร์บางรุ่น หรือติดตั้งซอฟต์แวร์อย่าง Minimserver ในคอมพิวเตอร์เอาก็ได้เช่นกัน
![]()
ในการใช้งานโหมดนี้ให้เลือกที่แถบเมนูตามภาพ โดยเลือกไปที่ ‘UPnP/DLNA servers’ หน้าแอปฯ จะแสดงรายชื่อ server ในระบบของเราขึ้นมา ซึ่งในที่นี้คือ Minimserver ตามภาพ
การเล่นในโหมดที่สตรีมจาก ‘UPnP/DLNA servers’ นี้การแสดงหมวดหมู่ของเพลงจะเป็นไปตามคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ music server นั้น ๆ และจะไม่มีโหมดแสดงเป็น full cover thumbnail เหมือนในโหมดอื่น ๆ
![]()
นอกจาก UPnP/DLNA servers เรายังสามารถสตรีมเพลงจาก Music Streaming Service ได้ด้วย ซึ่งในที่นี้คือ การสตรีมจากTIDAL การสตรีมจาก TIDAL มีการตั้งค่าอยู่ 2 ส่วนหลัก ๆ นั่นคือ ตั้งค่า login ตามที่เราได้สมัครใช้บริการกับ TIDAL เอาไว้ (A) และการตั้งค่าเลือกคุณภาพเสียงที่สตรีม (B) ตัวอย่างหน้าแอปฯ USB Audio Player Pro ในโหมดการสตรีมจาก TIDAL
อัปเกรดด้วย DAC/AMP เสริมเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากการเล่นด้วย DAC ในตัวสมาร์ทโฟนเองแล้ว แอปฯ นี้ยังรองรับการเล่นผ่าน USB DAC ภายนอกด้วยโดยเฉพาะ Mobile USB DAC ที่ออกแบบมาสำหรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน อย่างเช่น iFi nano iDSD, Audioquest Dragonfly Red/Black หรือ ADL A1
การใช้งานในโหมดนี้เราต้องการอุปกรณ์เพิ่มเติมแค่เพียงสาย OTG หากทางผู้ผลิต Mobile USB DAC ไม่มีแถมมาให้ด้วย ก็สามารถหาซื้อได้เพิ่มเติมมีทั้งเกรดไอทีทั่วไป (ผมแนะนำยี่ห้อ ProLink หรือ Belkin) หรือหากจะมองหาเป็นเกรดไฮไฟก็มีขายอยู่บ้างเหมือนกันครับ อย่างเช่นของยี่ห้อ Furutech

ซึ่งรองรับการเล่นไฟล์ DSD ด้วย จึงสามารถเล่นในโหมด native bit perfect ได้ทั้ง PCM และ DSD
เอาล่ะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะได้ไอเดียดี ๆ สำหรับการเล่นเพลงให้ได้คุณภาพเสียงในระดับสูงจากสมาร์ทโฟนตัวเก่งของท่านแล้ว และท่านจะทราบดีว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ควรอาลัยอาวรณ์ไฟล์อย่าง mp3 อีกต่อไป ขอให้เพลิดเพลินกับการฟังเพลงและดนตรีคุณภาพแบบง่าย ๆ แต่ได้คุณภาพเกินคุ้มครับ… Happy Listening!