Site icon AV Tech Guide สื่อ Online รีวิว ข่าว ความรู้ ด้านเครื่องเสียง ไฮไฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวี สมาร์ทโฟน ไอที มัลติมีเดียและสินค้านวัตกรรม

Audio-Technica เปิดตัว ATN3600LE ปลายหัวเข็มรุ่นอัปเกรดสำหรับคนรักแผ่นเสียง

Audio-Technica launch ATN3600LE New Stylus For Vinyl Enthusiasts

Audio-Technica แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นชื่อดังซึ่งผลิตทุกอย่างตั้งแต่หูฟัง ไมโครโฟนไปจนถึงหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงทุกระดับราคา ได้ประกาศเปิดตัวปลายหัวเข็มรุ่นอัปเกรด ATN3600LE

ปลายหัวเข็มรุ่นใหม่นี้เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดในกลุ่มหัวเข็มรุ่น Esteemed ของ Audio-Technica และได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงให้กับผู้ใช้ Sound Burger รุ่น AT-SB727/AT-SB2022 เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นดังของแบรนด์ รวมถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงตระกูล AT-LP60/X ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทุกรุ่นย่อย

ATN3600LE เข้าถึงข้อมูลในร่องแผ่นเสียงได้มากกว่า

ปลายหัวเข็มรุ่น ATN3600LE มาพร้อมปลายเข็มทรงรีขนาด 0.3 x 0.7 ซึ่งสามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงได้ดีกว่าในราคาที่สมเหตุสมผล และช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดผลิตภัณฑ์ของตนได้อย่างราบรื่นและมั่นใจได้ว่าแผ่นเสียงที่ใช้งานอยู่สามารถใช้งานได้ตามปกติเหมือนเช่นเคย

ATN3600LE เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาจาก Audio-Technica ATN3600L ซึ่งเป็นดีไซน์หัวเข็มยอดนิยม เป็นที่เชื่อถือได้ และถูกนำไปใช้งานในเครื่องเล่นแผ่นเสียงหลายรุ่นมานานกว่า 50 ปีแล้ว

นี่เป็นการเพิ่มมิติใหม่ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Esteemed โดย ATN3600LC ซึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีปลายหัวเข็มเป็นเพชรสังเคราะห์รูปทรงกรวย ซึ่งมาแทนที่ปลายหัวเข็มรุ่น ATN3600L แต่ให้คุณภาพเสียงใกล้เคียงกว่า (และมีความทนทานมากขึ้น)

ปลายหัวเข็มทั้งสองรุ่น

ด้วยปลายเข็มที่เป็นเพชรสังเคราะห์รูปทรงวงรี ทำให้ปลายเข็มของ ATN3600LE สามารถแทรกตัวลงไปในร่องเสียงได้ลึกมากขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลในร่องเสียงในระดับที่ปลายหัวเข็มรูปทรงกรวยไม่สามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้ตอบสนองความถี่ได้สูงขึ้นและลดเสียงรบกวนจากรอยขีดข่วนบนพื้นผิวแผ่นเสียง ทำให้ได้ประสบการณ์การฟังที่ดีขึ้น ดังนั้น ATN3600LE จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ Audio-Technica ตั้งใจออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการอัปเกรดหัวเข็มที่ใช้งานอยู่โดยเฉพาะรุ่นที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

สำหรับราคาและการวางจำหน่าย Audio-Technica ATN3600LE จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนเป็นต้นไป โดยมีราคาอยู่ที่ $38 หรือประมาณ 1,300 บาท


ที่มา: forbes

Exit mobile version